
รองศาสตราจารย์พิเศษถาวร เสาร์ศรีจันทร์
——————————–
1. ความหมาย
คำว่า “ตานขันเข้า” เป็นภาษาของคนล้านนา ถ้าวิเคราะห์ถึงความหมายของคำนี้สามารถแยกออกได้เป็น 3 คำ คือ
1. คำว่า “ตาน”
2. คำว่า “ขัน”
3. คำว่า “เข้า”
ตาน เป็นภาษาที่พูดกันทั่วไปในถิ่นดินแดนล้านนา ตรงกับคำว่า “ทาน” นั่นเอง ถ้าแปลเป็นภาษาไทยได้แก่การให้ หรือสิ่งที่ให้ ถ้าเป็นการให้แก่พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาจะเรียกว่า “ถวาย” เช่นถวายจตุปัจจัย ก็คือการให้ หรือการมอบให้จตุปัจจัยแก่พระภิกษุสงฆ์
ขัน มีความหมายหลากหลาย เช่น หมายถึงภาชนะสำหรับตัก หรือใส่น้ำ, ทำให้ตึง หรือแน่นด้วยการหมุน, หัวเราะ, นึกอยากหัวเราะ, ร้องเป็นเสียงอย่างไก่ หรือ นกบางชนิด เป็นต้น
เข้า เป็นภาษาพูดของคนล้านนา ซึ่งปัจจุบันก็ยังใช้พูดกันอยู่ หมายถึงข้าวที่เรารับประทานกันทุกวันนั่นเอง
ดังนั้น ความหมายของคำว่า “ตานขันเข้า” ก็คือการนำสำรับอาหาร (สำรับกับข้าว) ไปถวายพระภิกษุสงฆ์ และยังหมายถึงการนำสำรับอาหารมอบให้ผู้ใหญ่ หรือผู้อาวุโสที่ตนเคารพนับถือด้วย
2. ความเป็นมา
ความเป็นมาของการตานขันเข้ามีมาตั้งแต่พุทธกาล มีประวัติเล่าว่า ขณะนั้นเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช ได้ประทับใต้ต้นโพธิ์ริมแม่น้ำเนรัญชรา ยังไม่บรรลุสัจธรรม มีอุบาสิกาสำคัญคนหนึ่ง
เป็นธิดาของผู้มีทรัพย์ ซึ่งเป็นนายใหญ่แห่งชาวบ้านเสนานิคม ตำบลอุรุเวลา ได้พบเห็นพระพุทธเจ้าซึ่งประทับอยู่ใต้ต้นโพธิ์ นางเข้าใจว่าเป็นเทวดา จึงนำข้าวมธุปายาสไปถวาย ซึ่งเป็นเวลาเช้าของวันที่พระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นับได้ว่านางสุชาดาเป็นอุบาสิกาคนแรกในพระพุทธศาสนา
และเป็นคนตานขันเข้า คนแรกในพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกัน (more…)


ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 8 (พฤษภาคม-มิถุนายน)
ประเพณีเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้าน
————————————-
1. ชื่อ ประเพณีการเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้าน
ประเพณีเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้าน เป็นการเซ่นไหว้หรือบวงสรวงดวงวิญญาณของเจ้าผู้ปกครองหรือเจ้าฟ้า ซึ่งชาวเชียงตุงเชื่อว่าดวงวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าฟ้ายังปกปักรักษาเมืองเชียงตุงอยู่
2. ระยะเวลา
ประเพณีการเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้านของชาวเชียงตุงจะจัดในช่วงเดือน 8 (ประมาณเดือน พฤษภาคม – มิถุนายน) ของแต่ละปี โดยจะเลือกเอาเดือน 8 ข้างแรม (เดือน 8 ล่อง) ตรงกับวันกาดเต่าหรือวันกาดดี ซึ่งจะประกอบพิธีเลี้ยง 1 วัน
2. ผู้ที่มีบทบาทในพิธี
ผู้ที่มีบทบาทในประเพณีการเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้านประกอบด้วย
1. พ่อเมือง หมื่นก๋ำ พ่อปูก และนายแจน ทั้ง 4 นี้เป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบในการประกอบพิธีกรรมเลี้ยงเมืองโดยเฉพาะ แต่ละคนมีหน้าที่หลักดังนี้ พ่อเมืองเป็นผู้ทำพิธีเซ่นสรวง หมื่นก๋ำเป็นผู้จัดหาควาย พ่อปูกเป็นผู้ฆ่าควาย และนายแจนเป็นผู้จัดพิธี
2. ประชาชนชาวเมืองเชียงตุง แต่ก่อนชาวเชียงตุงทุกบ้านทุกครัวเรือนจะมีส่วนร่วมในการเลี้ยงเมือง เลี้ยงบ้าน โดยจะมีการเก็บเงินทุกครอบครัวเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบพิธีแล้วจะต้องส่งสมาชิกคนใดคนหนึ่งในบ้านเข้าร่วมพิธีเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้านด้วย ถ้าหากใครอยู่ใกล้จุดเลี้ยงเมืองจุดใด ก็จะไปร่วมพิธีที่นั่น
4. ที่มาของประเพณี
ประเพณีการเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้านมาจากความเชื่อที่สืบต่อกันว่า แต่ละเมืองจะมีวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของอดีตเจ้าผู้ปกครองรักษาอยู่ ถ้าบ้านใดเมืองใดจัดให้มีการทำพลีกรรมดวงวิญญาณให้ถูกต้องและเป็นประจำทุกปี จะทำให้บ้านเมืองสงบสุข
เมืองเชียงตุงเป็นเมืองที่เก่าแก่มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมีเจ้าผู้ปกครองประมาณ 41 พระองค์ ครั้นเมื่อล่วงลับดับขันธ์ไปแล้วชาวเชียงตุงเชื่อว่า ดวงวิญญาณของเจ้าผู้ปกครองเหล่านั้นยังปกปักรักษาเมืองเชียงตุงอยู่ จึงทำให้ชาวเชียงตุงมีความเคารพศรัทธา เมื่อถึงกำหนดเวลาก็จะประกอบพิธีเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้านเพื่อบวงสรวง ดวงวิญญาณเจ้าผู้ครองนครเหล่านั้น (more…)


เล่าโดย เจ้ากุลวงศ์ ณ เชียงใหม่
————————————————————–
ข้าพเจ้าได้อ่านพบเรื่อง ประเพณีสืบชะตา เห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่พวกเราอยู่บ้าง จึงได้เอามาเล่าสู่กันฟัง ประเพณีนี้มีมาแต่โบราณกาล ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต่ออายุ เพื่อให้เป็นสิริมงคล เพื่อให้เกิดโชคลาภ เกิดความสุขความเจริญมั่นคง ของผู้ที่กำลังตกทุกข์ได้ยากลำบากใจ ไม่มีสิ่งใดจะยึดเหนี่ยวพึ่งพาอาศัยทางใจได้ จึงได้ทำการสืบชะตา เพื่อให้เกิดความสุขทางใจ ทางจิตสำนึก ให้จิตใจบริสุทธิ์สดใส ไม่ต้องคิดกังวลไปในทางอกุศลต่าง ๆ ความเชื่อในการสืบชะตานี้กล่าวกันว่า พระสารีบุตร ซึ่งเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ในครั้งนั้น ยังมีสามเณรองค์หนึ่ง ชื่อ ดิสสะ อายุ 7 ปี ได้มาบวชเรียนกับท่าน อยู่วันหนึ่งท่านได้สังเกต สามเณรองค์นี้ จะมีอายุได้ อีก 7 วัน เท่านั้นก็จะถึงแก่มรณภาพ ตามตำราหมอดู และตำราการดูลักษณะตามร่างกาย ท่านจึงเรียกสามเณรองค์นั้นเข้ามาพบ และได้บอกความจริงให้ทราบว่า ตามตำราหมอดูและการดูลักษณะของเธอนั้น เธอจะมีอายุได้อีก 7 วัน เท่านั้น จึงขอให้เธอกลับบ้านไปบอกให้ญาติทราบเสีย สามเณรเมื่อทราบดังนั้น จึงมีความเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก จึงได้ร้องไห้และเดินทางกลับบ้าน เพื่อจะไปให้ญาติพี่น้อง พ่อ แม่ทราบ เมื่อถึงบ้านก็ได้เล่าเรื่องดังกล่าวให้บิดา มารดา และญาติ พี่ น้อง ฟัง แต่ครั้นอยู่มาได้ครบ 7 วัน สามเณรก็หาได้ตายไม่ พระสารีบุตรได้ทรงทราบ จึงจวนจะทำการเผาตำราทิ้งอยู่แล้ว สามเณรองค์นั้นได้เล่าให้ท่านฟังว่าในขณะเดินทางกลับบ้านไปตามถนน ซึ่งมีลำธารเล็ก ๆ อยู่ข้างถนนได้พบปลาเล็ก ๆ อยู่จำนวนมาก ที่จะต้องตายเพราะจะต้องขาดน้ำ ซึ่งกำลังจะแห้งขอดลง สามเณรจึงได้เอาบาตรที่มีอยู่ตักเอาปลาเหล่านั้นจำนวนมาก ไปปล่อยลงในลำห้วยใหญ่ข้างหน้า ครั้นปล่อยปลาไปหมดแล้วก็ได้รีบเดินทางกลับบ้าน ก็ไปพบเก้งซึ่งถูกบ่วงแร้วของนายพรานที่ดักไว้ จึงได้ทำการปล่อยเก้งตัวนั้นอีก จนถึงบ้านก็ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดจนคำทำนาย ของพระอาจารย์ สารีบุตร ให้บิดา มารดา ญาติพี่น้องฟังซึ่งทุกคนได้โศกเศร้าเสียใจมาก ต่างรอจนครบ 7 วัน สามเณรองค์นั้นก็หาได้ถึงแก่ความตายไม่ จึงเดินทางกลับวัดเพื่อไปเฝ้าพระสารีบุตร และรายงานเรื่องต่าง ๆ ให้ท่านทราบเรื่องดังกล่าวจึงเล่าต่อกันมา ทำให้ประชาชนได้รับทราบ และเอาเป็นอุทาหรณ์ต่อ ๆ กันมาว่า การโปรดสัตว์ต่าง ๆ ที่ใกล้จะตายให้พ้นจากความตาย จะทำให้ผู้นั้นอายุยืนยาวได้ เมื่อได้ทราบเรื่องราวต่าง ๆ ที่สามเณรได้เล่าให้ตาย ให้พ้นจากความตาย จะทำให้ผู้นั้นอายุยืนได้ เมื่อทราบเรื่องราวต่าง ๆ ที่สามเณรได้เล่าให้ฟังจึงทรงเห็นว่า เป็นบุญกรรมอย่างใหญ่หลวง ที่ทำให้พ้นจากความตาย จากตำนานของชาวเมืองเหนือของเรา เราจึงนิยมชมชอบการสืบชะตาจนถึงวันนี้ การสืบชะตาจึงควรทำเมื่อถึงทำบุญวันเกิด วันได้ยศถาบรรดาศักดิ์ วันขึ้นบ้านใหม่หรือเมื่อไปอยู่ที่ไหนเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่สบายหรือเกิดเรื่องอกุศลใด ๆ เกิดขึ้น ก็มักจะทำการสืบชะตา การสืบชะตามักจะทำกันในห้องโถงกว้าง ๆ เพราะจำเป็นจะต้องใช้เนื้อที่กว้าง ทั้งนี้ เพราะการสืบชะตาต้องมีเครื่องประกอบพิธีมากมาย มีอุปกรณ์หลายอย่างเช่น กระบอกน้ำ 108 หรือบางครั้งใช้เท่าอายุ ไม้ค้ำ 3 ต้น ช่อตุงเล็ก 108 ฝ้าย ค่าคิง เท่าตัวผู้สืบชะตา กล้ามะพร้าว 1 ต้น, กล้วยดิบ 1 เครือ, เสื่อ 1 ผืน, หมอน 1 ใบ หม้อใหม่ 2 ใบ (หม้อเงิน, หม้อทอง), กระบอกทราย 108 หรือบางครั้งเท่าอายุ, บันใดชะตา 1 อัน, ลวดเงิน 8 เส้น, ลวดทอง 4 เส้น บางครั้งเท่าอายุ, หมากพลูผูกกับเส้นด้าย, ธงยาวเท่าตัว 1 ผืน, ด้ายสายสิญจน์ผูกสืบชะตา 1 กลุ่ม, บาตรน้ำมนต์, ลูกปลาสำหรับปล่อยเท่าอายุ, นกหรือหอย, พานบายศรี 1 สำรับ ในวันทำพิธีนิมนต์พระสงฆ์ 9 รูป หรือมากกว่านั้นมาพร้อมกัน แล้วเจ้าภาพจุดเทียนบูชาพระรัตนตรัย จัดให้มีเทศน์ 1 กัณฑ์ ผู้สืบชะตาต้องจุดเทียนน้ำมนต์ การเทศน์นั้นจะเทศน์สาราการิ, คัมภีร์สิริโลกวุฒิ เป็นต้นหลังเทศน์จบ มีการผูกมือผู้สืบชะตา พระสงฆ์จะพรมน้ำมนต์พระพุทธมนต์ เจ้าภาพถวายเครื่องไทยทาน แก่พระสงฆ์เป็นเสร็จพิธี
จะเห็นได้ว่า พิธีสืบชะตานี้ จะทำโดยละเอียดมากตลอดจนเครื่องสังเวยต่าง ๆ จึงต้องใช้สถานที่กว้าง ๆ เช่น เดิ๋น ศาลา วิหารวัด ที่โล่ง ๆ เพราะนอกจากเครื่องสังเวยต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว ยังจะมีพี่น้องมาร่วมพิธีจำนวนมาก บางแห่งต้องนิมนต์พระมาฉันเพลด้วย บรรดาแขกก็จะรับประทานอาหารร่วมกัน นับได้ว่า เป็นการทำบุญใหญ่ครั้งหนึ่ง ปัจจุบันข้าพเจ้าได้โอกาสไปดูสถานที่สืบชะตาถาวรที่วัดท่าสะต๋อย ตำบลท่าศาลา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เห็นว่าเป็นการสะดวกต่อผู้ที่มาทำบุญสืบชะตามาก เพียงแต่ท่านมีประสงค์จะสืบชะตา ท่านก็ติดต่อกับเจ้าอาวาสวัด ท่านจะได้แนะนำเพิ่มเติมอีกหลายอย่าง เพื่อการสะดวกในการทำพิธี ตลอดจนเครื่องใช้ต่าง ๆ จนถึงเครื่องไทยทานพระสงฆ์ หากเสร็จพิธีการต่าง ๆ เรียบร้อยแล้วขอให้ท่านไปปล่อยนก ปล่อยปลาได้ที่วัดไชยมงคล ซึ่งอยู่คนละฟากตรงข้ามวัดท่าสะต๋อย โดยท่านต้องข้ามสะพานนวรัฐ แล้วมุ่งสู่ถนนช้างคลานของลำน้ำปิง ไปเลี้ยวซ้ายที่ข้างวัดศรีดอนไชยไปทางทิศตะวันออก แล้วเข้าสู่ถนนเจริญประเทศไปทางทิศใต้อีกประมาณ 400 เมตร ก็จะถึงประตูวัดไชยมงคลให้ท่านตรงไปจนถึงลำน้ำปิง ท่านจะพบคนขายนก ขายปลา ต่างๆ เช่น นกเขาใหญ่, นกกระจาบ, นกผีด, ส่วนปลาก็จะมี เช่น ปลาหมอ, ปลาดุก, ปลาช่อน, หอย, เต่า มีทั้งปลาไหล ฯลฯ ราคาไม่แพงนัก ท่านซื้อแล้วก็ปล่อยลงน้ำปิง มีบันไดลงไปปล่อยสบายมาก ปลาที่ปล่อยก็ว่ายอยู่แถวนั้น เพราะพระท่านห้ามจับ และมีอาหารปลาจำหน่ายด้วย จึงเล่าย่อ ๆ ให้ฟังตามที่ได้พบเห็นมา

โดย ยุทธพร นาคสุข
บทนำ
ชาวล้านนามีความผูกพันกับปฏิทินหรือ “ปักขทืน” เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะความเชื่อเกี่ยวกับ “วัน” อาจารย์ทวี สว่างปัญญางกูร ได้จัดการนับวันของชาวล้านนาได้ถึง 5 ระบบคือ
- วันตามแบบพุทธศาสนา
- วันเมง (เม็ง)
- วันแบบโหราศาสตร์
- วันแบบไทหรือหนไท
- วันตามความเชื่อ
บทความนี้มุ่งจะเสนอเฉพาะระบบที่ 5 คือวันตามความเชื่อ หรือ “วันดีวันเสีย” และในที่นี้ขอใช้คำว่า “วันดีวันเสีย” เพราะเป็นคำที่คุ้นหูมากกว่า “วันดีวันเสีย” เป็นวันที่คนล้านนาเชื่อว่าเป็นวันที่ควรหรือไม่ควรสำหรับทำพิธีกรรมหรือ กิจกรรมต่างๆ เนื้อหาในบทความนี้จะเสนอ “วันดีวันเสีย” ที่ปรากฏในวรรณกรรมล้านนา ทั้งวรรณกรรมลายลักษณ์และวรรณกรรมมุขปาฐะเท่าที่พอจะรวบรวมได้ในเวลาอัน จำกัด ทั้งนี้ไม่นับรวมงานวรรณกรรมที่แต่งเพื่ออธิบายที่มาหรือคำทำนายของวันเหล่า นี้ แต่จะศึกษาจากวรรณกรรมที่สอดแทรกเรื่อง ”วันดีวันเสีย” ไว้เป็นสำคัญ เพื่อจะยืนยันถึงความเชื่อและความศรัทธาของคนล้านนาที่มีต่อวันดังกล่าว การที่กวีหรือผู้ประพันธ์สอดแทรกเรื่อง ”วันดีวันเสีย” ลงในงานวรรณกรรมของตน ย่อมหมายความว่าความเชื่อเรื่องนี้มีคุณค่าและความสำคัญในระดับหนึ่ง
“วัน ดีวันเสีย” เป็นการนับวันตามคติความเชื่อแบบท้องถิ่น การยึดถือเช่นนี้ยังไม่พบที่มาของความคิด หรือวิธีการจัดระบบความคิดได้ชัดเจน แม้จะเป็นเพียงความเชื่อตามคตินิยมก็ตาม แต่ก็ได้รับการยอมรับในหมู่ประชาชนทั่วไปเสมอมา “วันดีวันเสีย” ที่ปรากฏในเอกสารและที่คนล้านนาเชื่อถือมีอยู่มากมายเท่าที่ อาจารย์สนั่น ธรรมธิ ได้รวบรวมไว้มีมากถึง 90 วัน แต่ยังพบว่ามีมากกว่านั้น โดยเชื่อถือแตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาคในที่นี้ขอเลือกนำเสนอ “วันดีวันเสีย” เพียงบางส่วนดังนี้
วันฟ้าตีแส่ง
วันฟ้าตีแส่ง หรือวันฟ้าตีแส่งเศษ หรือวันฟ้าตีแฉ่ง ความหมายของวันนี้นัยว่าเป็นวันที่ “ฟ้า” (สวรรค์) ตี “แส่ง หรือ แฉ่ง” ซึ่งหมายถึงฉาบขนาดเล็ก อนุมานได้ว่าว่า “ฟ้า” อยู่ในอารมณ์รื่นเริง ชื่นชม ยินดี อีกกระแสหนึ่งเห็นว่าเดิมควรเป็นคำว่า “ฟ้าตี่แสง” อันหมายถึง ฟ้าฉายแสง หรือ เบิกม่านฟ้า มากกว่า เพราะการบันทึกด้วยอักษรธรรมล้านนามักไม่เคร่งครัดเรื่องวรรณยุกต์ นับว่าทั้งสองแนวคิดต่างก็มีเหตุผลน่ารับฟังและสมควรที่จะตรวจสอบความถูก ต้องต่อไป แต่ในบทความนี้ขอใช้ว่า “วันฟ้าตีแส่ง” ไปพลางๆ ก่อน
วันฟ้าตี แส่งเป็นวันที่คนล้านนาบางส่วน เชื่อว่าเป็นวันที่สำคัญกว่าวันอื่นใด หรือเรียกว่า “เป็นวันครบวันทั้งหลาย” ใช้สำหรับดูวันสำหรับทำพิธีมงคลสมรส การสร้างบ้านใหม่ ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ เปิดร้านค้า สำนักงาน และโรงทำพิธีทุกชนิด หากคำนวณหาวันฟ้าตีแส่งทำนายว่าดี ก็จะชนะภัยและอัปมงคล ทั้งปวง ในทางกลับกันหากเศษการคำนวณทำนายว่าไม่ดีแล้วก็พึงงดประกอบพิธีมงคลนั้นเสีย
สูตรการคำนวณวันฟ้าตีแส่ง (more…)

ก่อนจะทำการมงคลใด ๆ ควรจะหาฤกษ์ที่ดี ต้องถือพยากรณ์พระเคราะห์ทั้ง 8 ทิศ เป็นหลัก และต้องตรวจดูกาลโยคปีปัจจุบันในปฏิทินโหรเสียก่อนว่า วันใด ฤกษ์ใดเป็นอุบาทว์ โลกาวินาศ และวันที่ให้ฤกษ์นั้นจะต้องไม่ตรงกับวันดับ คือที่เรียกว่า "ดิถีมหาศูนย์" หรือ "ดิถีพิฆาต" และอย่าให้วันนั้นเป็นวันกาลกิณีเดิมของผู้ประกอบการ และในภูมิปีก็ไม่ควรเป็นกาลกิณีด้วยควรใช้วันที่เป็น ธงชัย อธิบดี และวันที่เป็นมิตร และอย่าให้พระจันทร์เป็นศัตรู คือ เป็นอริ มรณะ วินาศ ต่อผู้ประกอบการ ให้วางพระจันทร์ไว้ในที่ดี เหมาะสมกับผู้ประกอบการ
ฤกษ์ หมายถึง คราวหรือเวลา ความปลอดภัยหรือความสำเร็จสมประสงค์ อำนวยความเป็นศิริมงคลแก่ผู้ประกอบการนั้น ๆ ฤกษ์ แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ฤกษ์บนและฤกษ์ล่าง
ฤกษ์บน เป็นชัยมงคลเบื้องสูง โดยถือตำแหน่งของพระจันทร์และดาวพระเคราะห์ต่าง ๆ เป็นหลัก คือ กำหนดโดยจันทร์ พระจันทร์ต้องดีไม่เป็นอริ มรณะ และวินาศแก่ผู้ประกอบการ พระจันทร์โคจรให้คุณเช่นจันทร์ครุสุริยา ทางโหราศาสตร์ใด้กำหนดฤกษ์ไว้ ได้แก่
ทลิทโทฤกษ์ มหัทธโณฤกษ์ โจโรฤกษ์
ภูมิปาโลฤกษ์ เทศาตรีฤกษ์ เทวีฤกษ์
เพชฌฆาตฤกษ์ ราชาฤกษ์ สมโณฤกษ์
รวมเป็น 9 ฤกษ์ เรียกว่า "ฤกษ์บน" หรือ (นพดล)
ฤกษ์ล่าง ซึ่งเหมาะเป็นชัยมงคลทางเบื้องใต้ฟ้า หรือเบื้องต่ำบนพื้นดิน โดยมนุษย์เป็นผู้กำหนดขึ้น โดยให้วันทั้ง 7 ประกอบด้วยดิถี ขึ้น แรม และเดือน ปี เป็นหลักในการคำนวณนับ เช่นวันธงชัย วันอธิบดี วันอุบาทว์ และวันโลกาวินาศ และมีดิถี คือ ขึ้น แรม ดิถีธงชัย ดิถีพิฆาต อีกทั้งวันจม วันฟู วันลอย กทิงวัน อัคนิโรธ ทักทิน ยมขันธ์ จัดเป็นฤกษ์ย่อยต่าง ๆ รวมเรียกว่า "ฤกษ์ล่าง" หรือ (ภูมิดล)
ดิถีมงคล 5 ประการ
ดิถีมงคล 5 ประการ เพื่อใช้ทำการมงคลต่าง ๆ ดังนี้
1. ดิถีอมริสสโชค ดีสำหรับงานทั่วไปเกี่ยวกับความราบรื่นและลาภผล
2. ดีถีสิทธิโชค ดีสำหรับงานสำคัญที่เป็นโครงการระยะสั้น
3. ดิถีมหาสิทธิโชค ดีสำหรับง านที่เป็นโครงการระยะยาว
4. ดิถีชัยโชค ดีสำหรับงานที่ต้องต่อสู้แข่งขันหรือรบทัพจับศึก
5. ดิถีราชาโชค ดีสำหรับงานที่ต้องขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่
บางรายเลือก "ดิถีชัยโชค" เป็นวันมงคลสมรส
ข้างขึ้นข้างแรม ของดิถีมงคล 5 ประการ (อักษรย่อ คือชื่อวัน ส่วนนับบนลงล่างตัวเลขคือ ขึ้นแรม)
|
อา
|
จ
|
อ
|
พ
|
พฤ
|
ศ
|
ส
|
|
|
8
|
3
|
9
|
2
|
4
|
1
|
5
|
อมริสสโชค
|
|
11
|
5
|
14
|
10
|
9
|
11
|
4
|
สิทธิโชค
|
|
14
|
12
|
13
|
4
|
7
|
10
|
15
|
มหาสิทธิโชค
|
|
8
|
3
|
11
|
10
|
4
|
1
|
11
|
ชัยโชค
|
|
6
|
3
|
9
|
6
|
10
|
1
|
5
|
ราชาโชค
|
ข้างขึ้น ข้างแรม ของดิถีมงคล 5 ประการ (อักษรย่อ คือ ชื่อวัน ส่วนนับบนล่างตัวเลขคือขึ้นแรม)
อมริสสโชค – วันที่มีโชค
สิทธิโชค – วันที่ประสบความสำเร็จ
มหาสิทธิโชค – วันที่ประสบความสำเร็จอันดียิ่ง
ชัยโชค – วันที่มีชัยชนะ
ราชาโชค – วันที่มีโชคอย่างยิ่งใหญ่
