October 7, 2009

ตัวอย่างปฏิทินล้านนา (ปักขะทืน)

ปฏิทินล้านนา (ปักขะทืน) ปี๋ใหม่ 2553

ปฏิทินล้านนาเป็นของขวัญที่ได้ใช้ประโยชน์ตลอดปี

>> รายละเอียดการสั่งพิมพ์ปฏิทินล้านนาคลิกที่นี่ <<

ปฏิทินของทางสำนักพิมพ์ได้จัดจำหน่ายแล้ว

สามารถสั่งซื้อได้ในราคาฉบับละ 50 บาท

โดยแจ้งชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และ E-mail (ถ้ามี)

มาที่ info@moradoklanna.com

หรือ โทร. 086-6547376, 053-221097

Moradoklanna-Calendar2553

ปฏิทินล้านนา (ปักขะทืน) โดยสำนักพิมพ์มรดกล้านนา
นำเสนอด้วยสัญลักษณ์ที่คิดค้นขึ้นใหม่ มีเอกลักษณ์เฉพาะ เข้าใจง่าย
รีบสั่งจองวันนี้ โทร. 086-6547376

>> รายละเอียดการสั่งพิมพ์ปฏิทินล้านนาคลิกที่นี่ <<

ตัวอย่างปฏิทินล้านนา (ปักขะทืน) ปี๋ใหม่ 2553

ทางสำนักมรดกล้านนาได้สรุปข้อมูลฤกษ์ยามงามดีให้เลย

ปรับปรุงให้ดูง่ายขึ้นกว่าเดิม นำไปใช้ได้ทันที

และเพิ่มเติมข้อมูลและภาพวันสำคัญที่ไม่ใช่วันหยุดราชการ

เกร็ดความรู้ของประเพณีที่มีในแต่ละเดือนให้อีกด้วย

LannaCalendar53-maxx-jan

LannaCalendar53-maxx-feb

LannaCalendar53-maxx-mar

LannaCalendar53-maxx-apr

Post to Twitter


บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
» “วันดีวันเสีย” ที่ปรากฏในวรรณกรรมล้านนา » ฤกษ์ล่าง » วารสารวัฒนธรรม จังหวัดเชียงใหม่ เล่ม 12 » ปฏิทินล้านนา ฉบับมรดกล้านนา » ปฎิทินเทศกาลล้านนา

February 3, 2010

ประเพณีสืบชะตา

ประเพณีสืบชะตา01

เล่าโดย เจ้ากุลวงศ์  ณ เชียงใหม่

————————————————————–
ข้าพเจ้าได้อ่านพบเรื่อง ประเพณีสืบชะตา เห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่พวกเราอยู่บ้าง จึงได้เอามาเล่าสู่กันฟัง ประเพณีนี้มีมาแต่โบราณกาล ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต่ออายุ เพื่อให้เป็นสิริมงคล เพื่อให้เกิดโชคลาภ เกิดความสุขความเจริญมั่นคง ของผู้ที่กำลังตกทุกข์ได้ยากลำบากใจ ไม่มีสิ่งใดจะยึดเหนี่ยวพึ่งพาอาศัยทางใจได้ จึงได้ทำการสืบชะตา เพื่อให้เกิดความสุขทางใจ ทางจิตสำนึก ให้จิตใจบริสุทธิ์สดใส ไม่ต้องคิดกังวลไปในทางอกุศลต่าง ๆ ความเชื่อในการสืบชะตานี้กล่าวกันว่า พระสารีบุตร ซึ่งเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ในครั้งนั้น ยังมีสามเณรองค์หนึ่ง ชื่อ ดิสสะ อายุ 7 ปี ได้มาบวชเรียนกับท่าน อยู่วันหนึ่งท่านได้สังเกต สามเณรองค์นี้ จะมีอายุได้ อีก 7 วัน เท่านั้นก็จะถึงแก่มรณภาพ ตามตำราหมอดู และตำราการดูลักษณะตามร่างกาย ท่านจึงเรียกสามเณรองค์นั้นเข้ามาพบ และได้บอกความจริงให้ทราบว่า ตามตำราหมอดูและการดูลักษณะของเธอนั้น เธอจะมีอายุได้อีก 7 วัน เท่านั้น จึงขอให้เธอกลับบ้านไปบอกให้ญาติทราบเสีย สามเณรเมื่อทราบดังนั้น จึงมีความเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก จึงได้ร้องไห้และเดินทางกลับบ้าน เพื่อจะไปให้ญาติพี่น้อง พ่อ แม่ทราบ เมื่อถึงบ้านก็ได้เล่าเรื่องดังกล่าวให้บิดา มารดา และญาติ พี่ น้อง ฟัง แต่ครั้นอยู่มาได้ครบ 7 วัน สามเณรก็หาได้ตายไม่ พระสารีบุตรได้ทรงทราบ จึงจวนจะทำการเผาตำราทิ้งอยู่แล้ว สามเณรองค์นั้นได้เล่าให้ท่านฟังว่าในขณะเดินทางกลับบ้านไปตามถนน ซึ่งมีลำธารเล็ก ๆ อยู่ข้างถนนได้พบปลาเล็ก ๆ อยู่จำนวนมาก ที่จะต้องตายเพราะจะต้องขาดน้ำ ซึ่งกำลังจะแห้งขอดลง สามเณรจึงได้เอาบาตรที่มีอยู่ตักเอาปลาเหล่านั้นจำนวนมาก ไปปล่อยลงในลำห้วยใหญ่ข้างหน้า ครั้นปล่อยปลาไปหมดแล้วก็ได้รีบเดินทางกลับบ้าน ก็ไปพบเก้งซึ่งถูกบ่วงแร้วของนายพรานที่ดักไว้ จึงได้ทำการปล่อยเก้งตัวนั้นอีก จนถึงบ้านก็ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดจนคำทำนาย ของพระอาจารย์ สารีบุตร ให้บิดา มารดา ญาติพี่น้องฟังซึ่งทุกคนได้โศกเศร้าเสียใจมาก ต่างรอจนครบ 7 วัน สามเณรองค์นั้นก็หาได้ถึงแก่ความตายไม่ จึงเดินทางกลับวัดเพื่อไปเฝ้าพระสารีบุตร และรายงานเรื่องต่าง ๆ ให้ท่านทราบเรื่องดังกล่าวจึงเล่าต่อกันมา ทำให้ประชาชนได้รับทราบ และเอาเป็นอุทาหรณ์ต่อ ๆ กันมาว่า การโปรดสัตว์ต่าง ๆ ที่ใกล้จะตายให้พ้นจากความตาย จะทำให้ผู้นั้นอายุยืนยาวได้ เมื่อได้ทราบเรื่องราวต่าง ๆ ที่สามเณรได้เล่าให้ตาย ให้พ้นจากความตาย จะทำให้ผู้นั้นอายุยืนได้ เมื่อทราบเรื่องราวต่าง ๆ ที่สามเณรได้เล่าให้ฟังจึงทรงเห็นว่า  เป็นบุญกรรมอย่างใหญ่หลวง ที่ทำให้พ้นจากความตาย จากตำนานของชาวเมืองเหนือของเรา เราจึงนิยมชมชอบการสืบชะตาจนถึงวันนี้ การสืบชะตาจึงควรทำเมื่อถึงทำบุญวันเกิด วันได้ยศถาบรรดาศักดิ์ วันขึ้นบ้านใหม่หรือเมื่อไปอยู่ที่ไหนเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่สบายหรือเกิดเรื่องอกุศลใด ๆ เกิดขึ้น ก็มักจะทำการสืบชะตา การสืบชะตามักจะทำกันในห้องโถงกว้าง ๆ เพราะจำเป็นจะต้องใช้เนื้อที่กว้าง ทั้งนี้ เพราะการสืบชะตาต้องมีเครื่องประกอบพิธีมากมาย มีอุปกรณ์หลายอย่างเช่น กระบอกน้ำ 108 หรือบางครั้งใช้เท่าอายุ ไม้ค้ำ 3 ต้น ช่อตุงเล็ก 108 ฝ้าย ค่าคิง เท่าตัวผู้สืบชะตา กล้ามะพร้าว 1 ต้น, กล้วยดิบ 1 เครือ, เสื่อ 1 ผืน, หมอน 1 ใบ หม้อใหม่ 2 ใบ (หม้อเงิน, หม้อทอง), กระบอกทราย 108 หรือบางครั้งเท่าอายุ, บันใดชะตา 1 อัน, ลวดเงิน 8 เส้น, ลวดทอง 4 เส้น บางครั้งเท่าอายุ, หมากพลูผูกกับเส้นด้าย, ธงยาวเท่าตัว 1 ผืน, ด้ายสายสิญจน์ผูกสืบชะตา 1 กลุ่ม, บาตรน้ำมนต์, ลูกปลาสำหรับปล่อยเท่าอายุ, นกหรือหอย, พานบายศรี 1 สำรับ ในวันทำพิธีนิมนต์พระสงฆ์ 9 รูป หรือมากกว่านั้นมาพร้อมกัน แล้วเจ้าภาพจุดเทียนบูชาพระรัตนตรัย จัดให้มีเทศน์ 1 กัณฑ์ ผู้สืบชะตาต้องจุดเทียนน้ำมนต์ การเทศน์นั้นจะเทศน์สาราการิ, คัมภีร์สิริโลกวุฒิ เป็นต้นหลังเทศน์จบ มีการผูกมือผู้สืบชะตา พระสงฆ์จะพรมน้ำมนต์พระพุทธมนต์ เจ้าภาพถวายเครื่องไทยทาน แก่พระสงฆ์เป็นเสร็จพิธี

จะเห็นได้ว่า พิธีสืบชะตานี้ จะทำโดยละเอียดมากตลอดจนเครื่องสังเวยต่าง ๆ จึงต้องใช้สถานที่กว้าง ๆ เช่น เดิ๋น ศาลา วิหารวัด ที่โล่ง ๆ เพราะนอกจากเครื่องสังเวยต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว ยังจะมีพี่น้องมาร่วมพิธีจำนวนมาก บางแห่งต้องนิมนต์พระมาฉันเพลด้วย บรรดาแขกก็จะรับประทานอาหารร่วมกัน นับได้ว่า เป็นการทำบุญใหญ่ครั้งหนึ่ง ปัจจุบันข้าพเจ้าได้โอกาสไปดูสถานที่สืบชะตาถาวรที่วัดท่าสะต๋อย ตำบลท่าศาลา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เห็นว่าเป็นการสะดวกต่อผู้ที่มาทำบุญสืบชะตามาก เพียงแต่ท่านมีประสงค์จะสืบชะตา ท่านก็ติดต่อกับเจ้าอาวาสวัด ท่านจะได้แนะนำเพิ่มเติมอีกหลายอย่าง เพื่อการสะดวกในการทำพิธี ตลอดจนเครื่องใช้ต่าง ๆ จนถึงเครื่องไทยทานพระสงฆ์ หากเสร็จพิธีการต่าง ๆ เรียบร้อยแล้วขอให้ท่านไปปล่อยนก ปล่อยปลาได้ที่วัดไชยมงคล  ซึ่งอยู่คนละฟากตรงข้ามวัดท่าสะต๋อย  โดยท่านต้องข้ามสะพานนวรัฐ  แล้วมุ่งสู่ถนนช้างคลานของลำน้ำปิง ไปเลี้ยวซ้ายที่ข้างวัดศรีดอนไชยไปทางทิศตะวันออก แล้วเข้าสู่ถนนเจริญประเทศไปทางทิศใต้อีกประมาณ 400  เมตร ก็จะถึงประตูวัดไชยมงคลให้ท่านตรงไปจนถึงลำน้ำปิง ท่านจะพบคนขายนก ขายปลา ต่างๆ เช่น นกเขาใหญ่, นกกระจาบ, นกผีด, ส่วนปลาก็จะมี เช่น ปลาหมอ, ปลาดุก, ปลาช่อน, หอย, เต่า มีทั้งปลาไหล ฯลฯ ราคาไม่แพงนัก ท่านซื้อแล้วก็ปล่อยลงน้ำปิง มีบันไดลงไปปล่อยสบายมาก ปลาที่ปล่อยก็ว่ายอยู่แถวนั้น เพราะพระท่านห้ามจับ และมีอาหารปลาจำหน่ายด้วย จึงเล่าย่อ ๆ ให้ฟังตามที่ได้พบเห็นมา

Post to Twitter


บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
» ตามรอยจอบแรกครูบาศรีวิชัย » ผีกะ กฎข้อห้ามความสัมพันธ์ในชุมชน » ตั๋วเมือง (Lanna Language) » วิถีชีวิตในพม่าที่น่าสัมผัส » ประเพณีการทำบุญสิบสองเป็ง (เพ็ง)

November 11, 2009

“วันดีวันเสีย” ที่ปรากฏในวรรณกรรมล้านนา

Filed under: ปฏิทินล้านนา — admin @ 5:04 pm

โดย ยุทธพร นาคสุข

บทนำ
ชาวล้านนามีความผูกพันกับปฏิทินหรือ “ปักขทืน” เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะความเชื่อเกี่ยวกับ “วัน” อาจารย์ทวี สว่างปัญญางกูร ได้จัดการนับวันของชาวล้านนาได้ถึง 5 ระบบคือ

  1. วันตามแบบพุทธศาสนา
  2. วันเมง (เม็ง)
  3. วันแบบโหราศาสตร์
  4. วันแบบไทหรือหนไท
  5. วันตามความเชื่อ

บทความนี้มุ่งจะเสนอเฉพาะระบบที่ 5 คือวันตามความเชื่อ หรือ “วันดีวันเสีย” และในที่นี้ขอใช้คำว่า “วันดีวันเสีย” เพราะเป็นคำที่คุ้นหูมากกว่า “วันดีวันเสีย” เป็นวันที่คนล้านนาเชื่อว่าเป็นวันที่ควรหรือไม่ควรสำหรับทำพิธีกรรมหรือ กิจกรรมต่างๆ เนื้อหาในบทความนี้จะเสนอ “วันดีวันเสีย” ที่ปรากฏในวรรณกรรมล้านนา ทั้งวรรณกรรมลายลักษณ์และวรรณกรรมมุขปาฐะเท่าที่พอจะรวบรวมได้ในเวลาอัน จำกัด ทั้งนี้ไม่นับรวมงานวรรณกรรมที่แต่งเพื่ออธิบายที่มาหรือคำทำนายของวันเหล่า นี้ แต่จะศึกษาจากวรรณกรรมที่สอดแทรกเรื่อง ”วันดีวันเสีย” ไว้เป็นสำคัญ เพื่อจะยืนยันถึงความเชื่อและความศรัทธาของคนล้านนาที่มีต่อวันดังกล่าว การที่กวีหรือผู้ประพันธ์สอดแทรกเรื่อง ”วันดีวันเสีย” ลงในงานวรรณกรรมของตน ย่อมหมายความว่าความเชื่อเรื่องนี้มีคุณค่าและความสำคัญในระดับหนึ่ง
“วัน ดีวันเสีย” เป็นการนับวันตามคติความเชื่อแบบท้องถิ่น การยึดถือเช่นนี้ยังไม่พบที่มาของความคิด หรือวิธีการจัดระบบความคิดได้ชัดเจน แม้จะเป็นเพียงความเชื่อตามคตินิยมก็ตาม แต่ก็ได้รับการยอมรับในหมู่ประชาชนทั่วไปเสมอมา “วันดีวันเสีย” ที่ปรากฏในเอกสารและที่คนล้านนาเชื่อถือมีอยู่มากมายเท่าที่ อาจารย์สนั่น ธรรมธิ ได้รวบรวมไว้มีมากถึง 90 วัน แต่ยังพบว่ามีมากกว่านั้น โดยเชื่อถือแตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาคในที่นี้ขอเลือกนำเสนอ “วันดีวันเสีย” เพียงบางส่วนดังนี้
วันฟ้าตีแส่ง
วันฟ้าตีแส่ง หรือวันฟ้าตีแส่งเศษ หรือวันฟ้าตีแฉ่ง ความหมายของวันนี้นัยว่าเป็นวันที่ “ฟ้า” (สวรรค์) ตี “แส่ง หรือ แฉ่ง” ซึ่งหมายถึงฉาบขนาดเล็ก อนุมานได้ว่าว่า “ฟ้า” อยู่ในอารมณ์รื่นเริง ชื่นชม ยินดี อีกกระแสหนึ่งเห็นว่าเดิมควรเป็นคำว่า “ฟ้าตี่แสง” อันหมายถึง ฟ้าฉายแสง หรือ เบิกม่านฟ้า มากกว่า เพราะการบันทึกด้วยอักษรธรรมล้านนามักไม่เคร่งครัดเรื่องวรรณยุกต์ นับว่าทั้งสองแนวคิดต่างก็มีเหตุผลน่ารับฟังและสมควรที่จะตรวจสอบความถูก ต้องต่อไป แต่ในบทความนี้ขอใช้ว่า “วันฟ้าตีแส่ง” ไปพลางๆ ก่อน
วันฟ้าตี แส่งเป็นวันที่คนล้านนาบางส่วน เชื่อว่าเป็นวันที่สำคัญกว่าวันอื่นใด หรือเรียกว่า “เป็นวันครบวันทั้งหลาย” ใช้สำหรับดูวันสำหรับทำพิธีมงคลสมรส การสร้างบ้านใหม่ ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ เปิดร้านค้า สำนักงาน และโรงทำพิธีทุกชนิด หากคำนวณหาวันฟ้าตีแส่งทำนายว่าดี ก็จะชนะภัยและอัปมงคล ทั้งปวง ในทางกลับกันหากเศษการคำนวณทำนายว่าไม่ดีแล้วก็พึงงดประกอบพิธีมงคลนั้นเสีย
สูตรการคำนวณวันฟ้าตีแส่ง
เอา จุลศักราชปีที่ต้องการคำนวณตั้ง หารด้วย 108 แล้วเอาเศษการหารตั้ง บวกด้วยเกณฑ์เดือน และบวกด้วยติถีวัน ที่ต้องการคำนวณ คูณด้วย 5 ลบด้วย 7 แล้วหารด้วย 9 เศษที่ได้ถือว่าวันนั้นเป็นวันฟ้าตีแส่งเท่านั้น มีคำทำนายดังนี้
เศษ 0, 1, 8 ไม่ดี แม้เป็นพระญาอินทราธิราชขึ้นทรงปราสาทก็จักวินาศฉิบหาย อย่าทำพิธีหรือกิจกรรมใด ถ้าทำไปไม่ถึงปีก็จักตาย หรือฉิบหาย หรือถูกไล่หนี
เศษ 3, 7 ไม่ดี ไฟจักไหม้ หรือจักประสบอุบัติเหตุ เป็นอันตรายแก่ท้าวพระญา (ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง) ผีเสื้อบ้าน เสื้อเมือง หรือมิฉะนั้นตนจักตาย หรือจักเสียทรัพย์สิน เสียข้าวของเงินทอง
เศษ 2, 4, 5, 6 ดี จะประสบผลสำเร็จทุกประการ แม้นทุกข์ยากเข็ญใจก็จักได้ดี อยู่ดีมีสุข พรั่งพร้อมด้วยยศ สมบัติ ข้าวของเงินทอง
หากพิจารณาให้ดีตัวเลขที่ใช้ในการคำนวณล้วนแต่มีความหมาย ดังนี้
เลข 108 หมายถึง กำลังธาตุ
เลข 5 หมายถึง เบญจขันธ์ทั้ง 5
เลข 7 หมายถึง จำนวนวาร (วันทั้ง 7 ในรอบสัปดาห์)
เลข 9 หมายถึง นพเคราะห์ทั้ง 9
เชื่อ ว่าวันฟ้าตีแส่งคงเป็นวันที่เคยมีความเชื่อถือกันอย่างเข้มข้น เพราะในวรรณกรรมมีการอธิบายสูตรการคำนวณอย่างละเอียด โดยเฉพาะในคำเรียกขวัญลูกแก้ว ที่มักกล่าวอ้างว่าวันทำพิธีเป็นวันดีกว่าวันทั้งหลาย และผ่านการคำนวณดูวันฟ้าตีแส่งและได้เศษสมดังประสงค์ ขอยกบางสำนวนดังนี้
“ …เป็นวันยามอันหมดปลอด
เป็นยอดเจ้าพระญาวัน
ท่านจิ่งมาตั้งคำประสานขึ้นเป็นบทเป็นบาท
ตั้งศักราชที่ประสงค์ (ตั้งปีจุลศักราชที่ต้องการคำนวณ)
ร้อยแปดจหารเล่า (เอา 108 มาหาร , จ = หาร)
(เศษ)เกณฑ์เดือนติถีวันบวกเข้าเบงนั้นมาคูณ (เบง = เบญจ = ห้า)
สัตตะเอยียบตัวปลายเอามาผายไว้เล่า (เอาเจ็ดลบออก แล้วตราไว้ก่อน)
นวเท่ามาจก็ได้เศษตัวใหญ่ (เอาเก้ามาหาร)
ศุกร์ ผัด พุธ จันทร์ ใช่สามานย์ (ใช้แทนเลข 6,5,4,2 ตามลำดับเป็นเศษที่เชื่อว่าดี)
ก็เป็นวันยามอันประเสริฐ…”
อีกสำนวนหนึ่งว่า
“สรีสวัสสดี ชัยมังคละอันประเสริฐ
วันนี้เป็นวันอันล้ำเลิศมหาอุจจา
เอาศักราชมาตั้งเล่า
เอาร้อยแปดเข้ามาหาร
ปัญจมานคูณใส่ (คูณด้วย 5)
ติถีไล่เป็นขอม (ไล่ติถีตามแบบขอม)
เกณฑ์เดือนรอมเข้าบวก (บวกเพิ่มด้วยเกณฑ์เดือน)
เอาเลขเก้าลวดลงหาร (หารด้วย 9)
เศษเป็นฐานชัยโชค (ดูเศษเป็นสำคัญว่าวันใดเป็นวันดี)
อุตตมโยคใสสรี
เป็นเกินแก้วสวัสสดีแควนยิ่ง…” (บันได)
จะ เห็นได้ว่าการอธิบายวิธีการคำนวณวันฟ้าตีแส่งสำนวนนี้ต่างจากสำนวนแรกคือ เอา 5 คูณก่อนแล้วจึงบวกด้วย ติถีวันและเกณฑ์เดือน อีกทั้งยังไม่เอา 7 มาลบออกจึงทำให้ผลการคำนวณผิดไปจากสูตรที่แท้จริง อาจเป็นไปได้ว่าผู้แต่งไม่ได้ต้องการความถูกต้องเพียงแต่ต้องการแสดงโวหาร เท่านั้น หรือไม่ก็อาจคัดลอกผิดพลาดในชั้นหลัง
ในคำเรียกขวัญลูกแก้ว อีกสำนวนหนึ่งก็กล่าวถึงวันที่ทำพิธีว่า คำนวณได้เศษที่ดีตามคำทำนายคือได้เศษ 5, 4, 6, 2 (ตัวใดตัวหนึ่ง) ดังนี้
“อัชชะในวันนี้นาดูล้ำเลิศ
ดูประเสริฐยิ่งกว่า ปีเดือน วัน ยาม ทังหลาย
ตามกฎหมายว่ามีหลายแห่ง
ฟ้าตีแส่งก็ว่าได้เศษห้าสี่หกสอง
ตามกัมพีร์โหราท่านตรองจองออก…”
ใน “พรขึ้นอยู่เรือนใหม่” ซึ่งอยู่ท้ายคร่าวซอเรื่องบัวระวงศ์ไกรสรก็กล่าวถึงวันขึ้นบ้านใหม่ว่าผ่าน การคำนวณวันฟ้าตีแส่งเรียบร้อยแล้ว ดังความว่า
“เอวํ โหนตุ ดี แลอัชชะในวันนี้
ก็หากเป็นวันดีติถีวิเศษ
สมฤทธิเดชเรืองไร
อันนักปราชญ์ท่านหากทำนวายมาแม่น
ลงฟ้าตีแส่งแลโหรา
บ่มีโศกาเศร้าโศก…”
วันติถีทังห้า
วัน ติถีทังห้า หรือวันติตถีทังห้า หมายถึงวันข้างขึ้นข้างแรมที่โบราณาจารย์กำหนดไว้ว่า วันใดเหมาะหรือไม่เหมาะแก่กิจกรรมใดโดยกำหนดติถีวันต่างๆ ดังกล่าวไว้ว่าประกอบด้วย
1. ขึ้น – แรม 1 ค่ำ, 6 ค่ำ, 11 ค่ำ ตรงกับวันศุกร์ ชื่อว่า นันทาติถี
2. ขึ้น – แรม 2 ค่ำ, 7 ค่ำ, 12 ค่ำ ตรงกับวันพุธ ชื่อว่า ภัททราติถี
3. ขึ้น – แรม 3 ค่ำ, 8 ค่ำ, 13 ค่ำ ตรงกับวันอังคาร ชื่อว่า ไชยยาติถี, ไชยยติถี
4. ขึ้น – แรม 4 ค่ำ, 9 ค่ำ, 14 ค่ำ ตรงกับวันเสาร์ ชื่อว่า ริทธาติถี, ริตตาติถี
5. ขึ้น – แรม 5 ค่ำ,10 ค่ำ, 15 ค่ำ ตรงกับวันพฤหัสบดี ชื่อว่า ปุณณาติถี, ปุณณติถี
ขอแยกอธิบายแต่ละวันโดยละเอียดและยกตัวอย่างวันต่างๆ ที่พบในงานวรรณกรรมล้านนาดังนี้
วันนันทาติถี
ชาว ล้านนาเชื่อว่า วันนี้เหมาะแก่การปลูกสร้างบ้านใหม่ วิหาร ศาลา ขุดสระน้ำ ก่อหรือหล่อพระพุทธรูป ก่อเจดีย์ ปลูกข้าวในนา เดินทางไปค้าขาย ยกยอพระมหาเถรสังฆราชานายก พระสวามี ตั้งอุปราช ราชาภิเษกพระมหากษัตริย์ ทำขวัญ ตัดเย็บเสื้อผ้านุ่ง ทำมุ้ง ตัดช่อและ ทุงไชย
ในคร่าวรับเสด็จพระ เจ้าน้องยา เธอกรมหมื่นพิชิตปรีชากรซึ่งแต่งโดยพระญาพรหมโวหารได้กล่าวว่าวันที่พระเจ้า น้องยาเธอ กรมหมื่นพิชิตปรีชากร ทรงเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่มณฑลพายัพเป็นวันนันทาติถี ดังคร่าวที่ว่า
องค์อนุชา ก็น้อมคำนับ จอมเกศเกล้า ภูบาล
บ่ย่อท้อ แก่ราชการ มาเกณฑ์แต่งคราน ตาหานไพร่ฝ้า
มีจดหมาย อั้บไปชุหน้า ผัดนัดวัน บอกไว้
ขุนนางใน มหาดเล็กใช้ คัดเลือกผู้ คนดี
วันรอดมื้อ นันทาติถี ไชยฤกษ์ดี ฤกษ์ร้ายบ่ต้อง
เสด็จจากตึก พิลึกกึกก้อง ริพลนอง คั่งคับ
ใน หนังสือซอคร่าวร่ำรับเสด็จพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในตอนที่เสด็จถึงนครเชียงใหม่และบรรดาพระญาติจะจัดให้มีพิธีทูลพระขวัญนั้น ก็เลือกวันนันทาติถีเป็นวันทำพิธีเช่นกัน ดังคร่าวว่า
เจ้าญิงหลาย เจ้าชายรอบล้อม หลายมากเจ้า นารี
จัดดอกไม้ ใส่ขันใบสี มีจอมเทวี ทิพเนตรเจ้า
จัดมาลี รังสีบ่เส้า กาบเมืองเรา ยอดค้อม
บุษบา เจ้าตาพร่ำพร้อม จอมหม่อมห้าม ในวัง
ตบแต่งครับ ประดับบุปผัง หอมคันธัง ชารสใช่หน้อย
หลากหลายสี งามดีอ่อนอ้อย ไหมมีคำ สอดม้วน
วันเม็งหมดใส วันไทปลอดล้วน จับถูกถ้วน นันทา
จิ่งเอาแม่ช้าง ตัวงามหนักหนา จัดซื้อมา ห้าพันบาทใต้
แม่เชียงราย เจ้าองค์ที่ไหว้ ใส่นามา ว่าเพราะ
วันภัททราติถี
ชาว ล้านนาเชื่อว่าวันนี้เหมาะแก่การส่งศุภสาส์นการทูต ส่งตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาว ทำพิธี แต่งงาน ล้างหรือทำความสะอาดเครื่องประดับ ย้ายที่อยู่ แกะสลัก เขียนภาพ ตัดไม้มาทำ บ้านเรือน เข้าอยู่บ้านใหม่ อยู่เมืองใหม่ หากตั้งชื่อ ยศ ศักดิ์ หรือตำแหน่งบุคคลจะดีมาก
ในคร่าวรับเสด็จพระเจ้า น้องยาเธอ กรมหมื่นพิชิตปรีชากร กล่าวถึงวันที่พระเจ้า อินทวิชยานนท์จัดให้มีพิธีทูลพระขวัญพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพิชิตฯ ว่าตรงกับวันภัททราติถี ซึ่งปรากฏว่าตรงกับวันพุธ แรม 2 ค่ำ ตามหลักเกณฑ์การหาวันภัททราติถี ดังคร่าวที่ว่า
เดือนสิบแรม สองค่ำวันพุธ เป็นโยคหม้า วันดี
ในวันนั้น ภัททราติถี เอาวาที เข้าทูลกราบเฝ้า
องค์จอมขุน ครั้นรู้ทูลเหง้า ว่าเป็นวันดี บ่ช้า
ก็หื้อจัดแจง แต่งห้างช้างม้า ครบเครื่องถ้วน เร็วพลัน
จำลองแหย่งช้าง ที่วันทูลขวัญ ปิดทองคำ นีดเน้นแก้วป้อง
กูบพายบน แยงยงแสงอย้อง ดอกใบเครือ เรื่อล้ำ
อีกตอนหนึ่งว่า
ทังอัสสา กุญชาม้าช้าง ตัวเอกอ้าง งางอน
ก็จัดแต่งพร้อม อาทิตย์เทียวจร แตรสู่ทอน แรมสองค่ำได้
เดือนสิบเหนือ คือเดือนแปดใต้ จันทร์เทียวใน ฤกษ์ฟ้า
ยี่สิบสามตัว บ่มัวต่ำช้า เป็นโยคหา วันดี
เม็งวันพุธ ภัททราติถี วันไทมี กดสันชื่อหมั้น
ขันบายศรี โภชน์โภพร้อมหั้น ทังกุญชา มิ่งม้า
ใน คำร่ำโอกาสถวายทานพระวิหารพระธาตุเจ้าเสด็จ อ. เมือง จ. ลำปาง ก็ได้กล่าวถึงวันรื้อพระวิหารเพื่อทำการบูรณะใหม่ว่าเป็นวันภัททราติถี และตรงกับวันพุธ ขึ้น 2 ค่ำตามหลักเกณฑ์การหาวันภัททราติถีเช่นกัน ดังคำร่ำว่า
“กุศลผลมาดลสู่ใกล้
จุลศักราชได้ 1200 ล่วงเลยมา
97 พระวัสสาจดจำไว้ได้
นามว่าปีดับใค้
เดือน 6 ออก 2 ค่ำวันดี
ภัททราติถีวันพุธใสบ่เส้า
มาหันพระวิหารเจ้า
หลังเก่านั้นโซเซ
จิ่งได้พร้อมกันเทลงไว้เป็นห้อง…”
วันไชยยาติถี
ชาว ล้านนาเชื่อว่าวันนี้เหมาะแก่การทำเครื่องมือศาสตราวุธทุกชนิด ประกาศสงคราม เจรจาความเมืองหรือต่อสู้คดีความ เลี้ยงหมู่ทแกล้วพลหาญ เรียนศิลปศาสตร์ต่างๆ ก่อสร้างเมืองใหม่ ทำความสะอาดอาวุธ และทำรั้ว
ในบทเรียกขวัญสำนวนหนึ่งได้กล่าวอ้างว่าวันที่ประกอบพิธีเป็นวันมงคล ตรงกับวันไชยยาติถี ดังนี้
“อชฺชเชยฺยโส อชฺชเชยฺโย อชฺชมงฺคโล มงฺคลสมฺภูโต
มหาไชยยิ่งโยชน์ อุตตมโชคลือเมือง
…………………. ………………
บวรอันยิ่งไชยยาติถี ได้มหาอุจจาลัคนาโชค
กองตรงนวางศ์ส่งตาประเสริฐ ฤกษ์ล้วนถ้วนแม่นวันดี
ไชยยติถีเป็นดีงามวิเศษ
คำเรียกขวัญคู่บ่าวสาวสำนวนหนึ่ง ก็กล่าวอ้างถึงวันไชยยาติถีเช่นกันดังนี้
“อชฺชเชยฺยโส อชฺชเชยฺโย อชฺชมงฺคโล
อัชชะในวันนี้ก็เป็นวันดี
เป็นวันไชยยาติถีอันใสบ่เส้า
เป็นวันมูลมั่งเท้าเลิศลาภา
พิมพาขะนุ่นงิ้วมาได้เจ้าก่ำกาดำ
เจ้าเงาะมาได้แม่รจนาก็เป็นวันนี้เนอเจ้า…”
ในบทซอเรียกขวัญลูกแก้วทำนองดาดเมืองน่านของช่างซอเมืองน่าน ก็กล่าวอ้างถึงวัน ไชยยาติถีเช่นกันความว่า
วันมิ่งมงคลไชยยาติถี วันโกสัมพีตัวเมืองสร้างบ้าน
ว่าเป็นวันดีบ่เส้าบ่ม้าน หมอใหญ่ในบ้านเพิ่นว่าวันมีชัย
เป็นวันพระนาคโปรดสัตว์ทังหลาย เป็นวันเอย็นเงินไหลหลั่งข้อน
เป็นวันช่างซอจะเอาขวัญนาคน้อย
ใน บทซอขึ้นเรือนใหม่ ทำนองเพลงอื่อก็กล่าวถึงวันไชยยาติถี (ไชยติถี) เช่นกัน แต่คงเป็นเพียงการกล่าวอ้างเพื่อความเป็นสิริมงคลเท่านั้น เพราะในบทซอกล่าวว่าวันทำพิธีตรงกับวันขึ้น 12 ค่ำซึ่งมิได้เป็นไปตามเกณฑ์การหาวันไชยยาติถีแต่อย่างใด ดังบทซอว่า
พี่น้องบ้านเราเอาใจเป็นกัน มาผ่อสล่าเป็นฟ้าวเป็นฟั่ง
วันเดือนหกออกสิบสองค่ำ วันนั้นก็เป็นวันดี
เพิ่นทึงจะปกจะแปง วันนั้นเป็นวันไชยยติถี
ซ้ำเป็นวันโชคชัยดี เป็นวันมงคลใสสว่าง
วันริทธาติถี, ริตตาติถี
ชาว ล้านนาเชื่อว่าวันนี้เหมาะแก่การทำเรือกสวน ไร่ นา ปลูกต้นไม้ สร้างถนนหนทาง ทำความสะอาดที่อยู่อาศัย ทำแก้วแหวนมิ่งมงคล ตัดเสื้อผ้า ทำขวัญ ตัดผม ทาน้ำมัน น้ำหอม เข้าเฝ้าเจ้านาย
วันปุณณาติถี
ชาว ล้านนาเชื่อว่า วันนี้เหมาะแก่การนำข้าวใหม่ใส่ยุ้งฉาง ทำถุงหรือกระเป๋าใส่เงิน ไถ่ข้าทาสหญิงชาย หรือนำคนรับใช้เข้ามาอยู่ในบ้าน พระสงฆ์เริ่มเรียนหนังสือ เรียนธรรม บรรพชา อุปสมบทภิกษุสามเณร สร้างเวียงวัง ก่อกำแพง ตั้งชื่อท้าวพระญา เสนาอามาตย์ ข้าราชการ
ในหนังสือซอคร่าวร่ำรับเสด็จพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในตอนที่เสด็จถึงนครสวรรค์ กล่าวว่าตรงกับวันปุณณติถีพอดี ดังคร่าวว่า
ยามเสด็จ ลงจากรถตั้ง นราชน คั่งคับ
มีท่านเสนา อยู่ถ้าคอยรับ คับคั่งแหน้น เรืองไร
ปุณณาทิวะ รุ่งแจ้งแสงใส พระนงวัย ประพาสกาดแก้ว
วันสูญ วันไสย วันปลอด
วัน สูญ วันไสย เป็นวันที่ชาวล้านนาเชื่อว่าไม่ควรประกอบพิธีมงคล หากวิเคราะห์ความหมายของคำว่า “สูญ” หมายถึง ความว่างเปล่า ความหายสิ้นไป หรือความเสียหาย ส่วนคำว่า “ไสย” หมายถึง นอน ถ้าวันนั้นเป็นวันนอนหรือฉุดไม่ขึ้น หรือล้มลงไป ทำอะไรก็คงไม่ดี ทำไม่ขึ้นนั่นเอง ทั้งสองคำก็ล้วนแต่มีความหมายในทางไม่เป็นมงคลทั้งสิ้น
ส่วน “วันปลอด” เป็นวันที่ชาวล้านนาเชื่อว่าเหมาะสำหรับทำการมงคลทุกอย่าง คำว่า“ปลอด”หมายถึง รอด รอดพ้น สะดวก ราบรื่น เช่นในคำว่า ปลอดภัย ปลอดโปร่ง เป็นต้น
หลักฐานที่เก่าที่สุดที่พบว่าชาวล้านนามีความเชื่อ เรื่องวันถูกสูญ และวันปลอด พบในจารึกวัดปราสาท (ชร.3) จารึกเมื่อ พ.ศ. 2039 หรือเมื่อ 508 ปีมาแล้ว เนื้อความในจารึกกล่าวว่า
“โอกาสสาธุ สัปปุรุษ พุทธสาวกสัตไตรสรณ์ บวรอุดม อาคมวิวิธวิจิตร สุจริตอเนก ประเจกนานัปการ โภชาภิภุญชมาน ภุมาภุมนิสสิสยักษ์ รากษสปิศาจกุมภัณฑ์ คนธรรพ์มนุษย์ภุชงค์ พระสงฆ์สุราสุรินทร์ อินทร์พรหมาภิพรหม อุดมนิกายทั้งหลาย จุ่งฟังนิยายทั้งหลาย สายสารสวัสดี ช่วยชูศรีพุทธศาสน์ เดียรดาษด้วยมงคลดังนี้เท่าวันศักราชได้ 858 ตัว ปลายบ่มัวมีคู่ พร้อมด้วยหมู่หรคุณ วันบ่สูญ วันปลอด สุมงคลรอดด้วยดี ในปีรวายสีเสร็จ เดือนสิบเอ็ดออกนึ่งค่ำ พร่ำวันไทดับไส้ เม็งได้ชื่อวันจันทร์แล…”
อย่าง ไรก็ตามจะเห็นได้ว่าออกหนึ่งค่ำ หรือขึ้น 1 ค่ำวันจันทร์ ตามหลักเกณฑ์ของวันสูญ วันปลอด แล้ว ก็ยังคงเป็นวันสูญหาได้เป็นวันปลอดตามที่จารึกอ้างไว้ไม่ นั่นอาจเป็นเพราะผู้จารึกต้องการแสดงโวหาร และกล่าวถึงวันอันเป็นมงคลตาม “ขนบ” เข้าทำนองว่า “ตัดไม้ข่มนาม” มากกว่าที่จะยึดถือเป็นจริงเป็นจัง เมื่อเป็นดังนี้เราก็พอจะอนุมานได้ว่าความเชื่อเรื่อง “วันดีวันเสีย” คงมีการอนุโลมตามความสะดวกและความเหมาะสมมานานแล้ว

วันหัวเรียงหมอน

วันหัวเรียงหมอนคือวันที่เหมาะแก่การทำพิธีมงคลสมรส ซึ่งถึงแม้จะหาฤกษ์อย่างอื่นมาได้แล้ว ก็ตาม แต่ก็มักจะตรวจสอบกับตำราวันหัวเรียงหมอนซ้ำอีกครั้งหนึ่ง วันหัวเรียงหมอนที่พบในล้านนามี 2 ตำราที่แตกต่างกัน ดังนี้คือ

ตำราที่ 1 วันหัวเรียงหมอนตรงกับ
เดือนใดก็ตามที่ตรงกับ ขึ้น 2, 7, 10, 11, 12, 13 ค่ำ และ
เดือนใดก็ตามที่ตรงกับ แรม 4, 7, 10, 13, 14 ค่ำ

ตำราที่ 2 วันหัวเรียงหมอนตรงกับ
เดือนใดก็ตามที่ตรงกับ ขึ้น 3, 4, 5, 6, 10, 13,15 ค่ำ และ
เดือนใดก็ตามที่ตรงกับ แรม 3, 5, 9, 11, 12 ค่ำ
นอกจากนี้ยังพบว่าทางภาคกลางก็มีคติความเชื่อเรื่องวันหัวเรียงหมอนเช่นเดียวกันแต่ก็มีเกณฑ์ต่างออกไปดังนี้
ตำราภาคกลาง วันหัวเรียงหมอนตรงกับ
เดือนใดก็ตามที่ตรงกับ ขึ้น 7,10,13 ค่ำ และ
เดือนใดก็ตามที่ตรงกับ แรม 4, 8, 10, 14 ค่ำ

วันหัวเรียงหมอน เป็นวันที่ใช้ดูวันสำหรับประกอบพิธีแต่งงาน ในวรรณกรรมล้านนาที่กล่าวถึงวันนี้มากที่สุดก็คือ คำเรียกขวัญคู่บ่าวสาว (เจ้าบ่าวเจ้าสาว) ขอยกตัวอย่างบางส่วนดังนี้
“…เป็นวันมังคละดีแท้เล้าเลิศเนืองนอง
เจ้าสรรพสิทธิหน่อท้าวมาได้นางเทพไกสร
ได้เสวยนครบุรีใหญ่กว้าง
เป็นสิริมงคลสล้างเลิศนองเนือง
นักปราชญ์เจ้ากล่าวว่าเป็นวันหัวเรียงหมอนแม่นหมั้น
สองเจ้าเจื่องชั้นได้สมรสเป็นคู่หนอผัวเมีย…”
นอก เหนือจากวันตามความเชื่อที่ยกมาดังกล่าวยังมีวันตามความเชื่ออื่นๆ อีกมากที่ปรากฏในงานวรรณกรรมล้านนา เช่น วันเก้ากอง ซึ่งชาวล้านนาจะไม่ฌาปนกิจศพในวันดังกล่าวเป็นอันขาด ด้วยเชื่อว่าจะทำให้คนในครอบครัวของผู้ตายหรือคนในชุมชนนั้นเสียชีวิตตาม เป็นจำนวนมาก วันเก้ากองโดยทั่วไปมักนับโดยอิงอาศัยวันหนไทเป็นหลัก แต่ในวรรณกรรมบางเรื่อง ตลอดจนความเชื่อของชาวล้านนาบางส่วนเชื่อว่าวันเก้ากองตรงกับวันแรม 9 ค่ำ ซึ่งสอดคล้องกับงานวรรณกรรมล้านนาเรื่อง เวสสันตรชาดก ฉบับไผ่แจ้เรียวแดง กัณฑ์ชูชก ในตอนที่บรรดาเมียพราหมณ์รุมด่านางอมิตดา เพราะไม่พอใจที่ถูกสามีของพวกตนต่อว่าที่ปรนบัติสามีสู้นางอมิตดาไม่ได้ ดังความตอนหนึ่งว่า
“ดั่งรือนางบ่หาผัวหนุ่มหน้อย พ้อยมาได้เถ้าพรักพร้อยหัวสั่นงันๆ ซ้ำมาเหม็นขี้ฟันและ ขี้เขี้ยว ปากเบี้ยวกอดคอนอน นี้ชา รอยว่านางได้ปูชาไฟยามกลางวันจักใกล้ตกต่ำ เดือนแรม 9 ค่ำ พร่ำว่าได้วัน 4 บ่มีอันนี้ รอยได้ปูชาเคราะห์ปีเดือนบ่ชอบ จังไรครอบคืนมา… ”
การที่ผู้ประพันธ์เห็นว่าแรม 9 ค่ำเป็นวันไม่ดีอาจเป็นเพราะได้รับอิทธิพลความเชื่อเรื่องวันเก้ากอง ก็เป็นได้ เพราะวันเก้ากองเป็นวันที่ห้ามฌาปนกิจศพ (เผาศพ) หรือไม่ให้จุดไฟในเชิงพิธีกรรมนั่นเอง การที่เปรียบเปรยว่า “รอยว่านางได้ปูชาไฟ” ก็อาจใช้แนวเทียบเดียวกัน นอกจากนี้ยังปรากฏความเชื่อเรื่อง วันราหู คือวันพุธกลางคืน (กลางวันจักใกล้ตกต่ำ…วัน 4) อีกด้วย ในทางโหราศาสตร์ถือว่าราหูเป็นตัวร้ายจะนำพามาซึ่งความเดือดร้อน เช่นในคำเรียกขวัญว่า “วันนี้ก็เป็นวันดี วันพระญาธรรมมาเกิด สืบสร้างศาสนาพระเจ้า วันนี้นาหากเป็นวันดีใสบ่เส้า ราหูย้ายได้แสนวา นักขัตตาเท่ามาดูเปล่ง วรรณะเร่งบ่มีสูญ” อนึ่งจากคำประพันธ์ข้างต้นยังไขข้อข้องใจที่ว่า หากในเอกสารโบราณเขียนว่า วัน 1 วัน 2 เวลาอ่านจะต้องปรับอ่านว่าวัน(อา)ทิตย์ วันจันทร์ หรือยังจะคงอ่านว่าวัน 1 วัน 2 ตามเอกสาร ในคำประพันธ์ข้างต้นซึ่งมีสัมผัสบังคับไว้ทำให้ทราบว่าคนโบราณไม่ต่ำกว่า 300 ปีมาแล้ว อ่านว่าวัน 4 (วันสี่) ตามที่เขียน
บทสรุป
ผู้ เขียนสันนิษฐานว่าความเชื่อเรื่อง “วันดีวันเสีย” แบบต่างๆ คงเป็นความเชื่อที่ค่อยๆ เกิดขึ้นหลายลำดับช่วงเวลา และคงเป็นความเชื่อที่เกิดจากหลายบุคคล หรือหลายกลุ่มบุคคล และหลายภูมิภาค โดยแต่ละกลุ่มที่เชื่อก็คงเลือกเชื่อตามที่ตน “ศรัทธา” และเห็นว่า “แม่น” หรือที่ชาวบ้านมักพูดว่า “ศิษย์ต่างครู อาจารย์ต่างวัด หนังสือก้อมต่างคนต่างมี” ต่อมาเมื่อมีผู้รวบรวมความเชื่อเรื่องวันเหล่านี้จากแหล่งต่างๆ จึงพบว่ามีความขัดแย้งกันอยู่มาก บางตำราว่าเป็นวัน “ดีมาก” แต่ขณะเดียวกันบางตำราก็กลับกล่าวว่าเป็นวัน “ร้ายมาก” แต่ความหลากหลายนี้ในอดีตคงไม่เป็นปัญหา ด้วยเหตุที่แต่ละคนแต่ละ ภูมิภาคก็เชื่อและยึดถือของตนไป อย่างไรก็แนวคิดพื้นฐานของการมี “วันดีวันเสีย” ก็คงเพื่อต้องการสร้างความสบายใจ สร้างความเชื่อมั่น และสร้างค่านิยมเรื่อง “เวลาที่ถูกต้องเหมาะสม” อันจะเป็นการ “จัดระเบียบสังคม” ที่ตนอยู่ให้เป็นไปในแนวเดียวกัน
ความเชื่อเรื่อง ทำให้ทราบว่าความเชื่อเรื่องนี้มีความสำคัญมากพอที่ทำให้กวีหรือผู้ประพันธ์ นำไปสอดแทรกในงานวรรณกรรมของตน วรรณกรรมที่มักกล่าวอ้างถึง “วันดีวันเสีย” มักเป็นวรรณกรรมที่ใช้ในพิธีกรรม เช่น คำเรียกขวัญลูกแก้ว คำเรียกขวัญคู่บ่าวสาว บทซองานต่างๆ เป็นต้น สิ่งที่น่าสังเกตคือกวีจะมี “ขนบ” ในการสอดแทรกความเชื่อเรื่องนี้อย่างมีระบบกล่าวคือจะใช้ในตอนเกริ่นนำถึง “เวลาอันเป็นมงคล” ที่จะประกอบพิธีหรือกิจกรรมใดๆ ซึ่งเป็น “กลวิธี” ที่ใช้ส่งเสริมบุญบารมีของตัวเอกในเรื่อง ซึ่งอาจจะเป็นตัวละคร หรือบุคคลที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ หากเป็นวรรณกรรมที่ใช้สำหรับประกอบพิธีกรรม การเกริ่นนำเรื่อง “เวลาอันเป็นมงคล” นี้ก็เป็น “กลวิธี” ที่สร้างความเชื่อมั่น ความมั่นใจ ความอิ่มเอมใจ ให้กับเจ้าของงานหรือผู้ร่วมพิธีได้ไม่น้อย แม้บางครั้งการกล่าวอ้างเรื่อง “วันดีวันเสีย” เป็นเพียงการกล่าวอ้างตามขนบ หรือตามตำรา ทั้งที่ความจริงแล้วอาจไม่ใช่ ”วันดี” ตามการกล่าวอ้างก็ตาม แต่ก็เป็นการกล่าวอ้างเข้าลักษณะที่ว่า “พูดให้ดีแล้วทุกอย่างก็จะดีตามที่พูด”

Post to Twitter


บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
» ฤกษ์ล่าง » ตัวอย่างปฏิทินล้านนา (ปักขะทืน) » ปฏิทินล้านนา ฉบับมรดกล้านนา » ปฎิทินเทศกาลล้านนา

November 8, 2009

ฤกษ์ล่าง

Filed under: ปฏิทินล้านนา — admin @ 4:50 pm

ก่อนจะทำการมงคลใด ๆ ควรจะหาฤกษ์ที่ดี ต้องถือพยากรณ์พระเคราะห์ทั้ง 8 ทิศ เป็นหลัก และต้องตรวจดูกาลโยคปีปัจจุบันในปฏิทินโหรเสียก่อนว่า วันใด ฤกษ์ใดเป็นอุบาทว์ โลกาวินาศ และวันที่ให้ฤกษ์นั้นจะต้องไม่ตรงกับวันดับ คือที่เรียกว่า "ดิถีมหาศูนย์" หรือ "ดิถีพิฆาต" และอย่าให้วันนั้นเป็นวันกาลกิณีเดิมของผู้ประกอบการ และในภูมิปีก็ไม่ควรเป็นกาลกิณีด้วยควรใช้วันที่เป็น ธงชัย อธิบดี และวันที่เป็นมิตร และอย่าให้พระจันทร์เป็นศัตรู คือ เป็นอริ มรณะ วินาศ ต่อผู้ประกอบการ ให้วางพระจันทร์ไว้ในที่ดี เหมาะสมกับผู้ประกอบการ
ฤกษ์ หมายถึง คราวหรือเวลา ความปลอดภัยหรือความสำเร็จสมประสงค์ อำนวยความเป็นศิริมงคลแก่ผู้ประกอบการนั้น ๆ ฤกษ์ แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ฤกษ์บนและฤกษ์ล่าง
ฤกษ์บน เป็นชัยมงคลเบื้องสูง โดยถือตำแหน่งของพระจันทร์และดาวพระเคราะห์ต่าง ๆ เป็นหลัก คือ กำหนดโดยจันทร์ พระจันทร์ต้องดีไม่เป็นอริ มรณะ และวินาศแก่ผู้ประกอบการ พระจันทร์โคจรให้คุณเช่นจันทร์ครุสุริยา ทางโหราศาสตร์ใด้กำหนดฤกษ์ไว้ ได้แก่
ทลิทโทฤกษ์ มหัทธโณฤกษ์ โจโรฤกษ์
ภูมิปาโลฤกษ์ เทศาตรีฤกษ์ เทวีฤกษ์
เพชฌฆาตฤกษ์ ราชาฤกษ์ สมโณฤกษ์
รวมเป็น 9 ฤกษ์ เรียกว่า "ฤกษ์บน" หรือ (นพดล)
ฤกษ์ล่าง ซึ่งเหมาะเป็นชัยมงคลทางเบื้องใต้ฟ้า หรือเบื้องต่ำบนพื้นดิน โดยมนุษย์เป็นผู้กำหนดขึ้น โดยให้วันทั้ง 7 ประกอบด้วยดิถี ขึ้น แรม และเดือน ปี เป็นหลักในการคำนวณนับ เช่นวันธงชัย วันอธิบดี วันอุบาทว์ และวันโลกาวินาศ และมีดิถี คือ ขึ้น แรม ดิถีธงชัย ดิถีพิฆาต อีกทั้งวันจม วันฟู วันลอย กทิงวัน อัคนิโรธ ทักทิน ยมขันธ์ จัดเป็นฤกษ์ย่อยต่าง ๆ รวมเรียกว่า "ฤกษ์ล่าง" หรือ (ภูมิดล)

ดิถีมงคล 5 ประการ

ดิถีมงคล 5 ประการ เพื่อใช้ทำการมงคลต่าง ๆ ดังนี้

1. ดิถีอมริสสโชค ดีสำหรับงานทั่วไปเกี่ยวกับความราบรื่นและลาภผล
2. ดีถีสิทธิโชค ดีสำหรับงานสำคัญที่เป็นโครงการระยะสั้น
3. ดิถีมหาสิทธิโชค ดีสำหรับง านที่เป็นโครงการระยะยาว
4. ดิถีชัยโชค ดีสำหรับงานที่ต้องต่อสู้แข่งขันหรือรบทัพจับศึก
5. ดิถีราชาโชค ดีสำหรับงานที่ต้องขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่

บางรายเลือก "ดิถีชัยโชค" เป็นวันมงคลสมรส
ข้างขึ้นข้างแรม ของดิถีมงคล 5 ประการ (อักษรย่อ คือชื่อวัน ส่วนนับบนลงล่างตัวเลขคือ ขึ้นแรม)

อา

พฤ

8

3

9

2

4

1

5

อมริสสโชค

11

5

14

10

9

11

4

สิทธิโชค

14

12

13

4

7

10

15

มหาสิทธิโชค

8

3

11

10

4

1

11

ชัยโชค

6

3

9

6

10

1

5

ราชาโชค

ข้างขึ้น​ ​ข้างแรม​ ​ของดิถีมงคล​ 5 ​ประการ​ (อักษรย่อ​ ​คือ​ ​ชื่อวัน​ ​ส่วน​นับบนล่างตัวเลขคือขึ้นแรม)

อมริสสโชค – ​วันที่มี​โชค
สิทธิ​โชค​ – ​วันที่ประสบ​ความ​สำ​เร็จ
มหาสิทธิ​โชค​ – ​วันที่ประสบ​ความ​สำ​เร็จอันดียิ่ง
ชัยโชค​ – ​วันที่มีชัยชนะ
ราชา​โชค​ – ​วันที่มี​โชคอย่างยิ่ง​ใหญ่

Post to Twitter


บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
» “วันดีวันเสีย” ที่ปรากฏในวรรณกรรมล้านนา » ตัวอย่างปฏิทินล้านนา (ปักขะทืน) » ปฏิทินล้านนา ฉบับมรดกล้านนา » ปฎิทินเทศกาลล้านนา

October 27, 2009

ตามรอยจอบแรกครูบาศรีวิชัย

Filed under: บันทึกล้านนา — Tags: — Kamin Rider @ 12:45 pm

————————————————

Post to Twitter


บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
» ประเพณีสืบชะตา » ตั๋วเมือง (Lanna Language) » วิถีชีวิตในพม่าที่น่าสัมผัส » ประเพณีการทำบุญสิบสองเป็ง (เพ็ง) » การบูชาธาตุ ๔

October 7, 2009

ผีกะ กฎข้อห้ามความสัมพันธ์ในชุมชน

ผีกะ01

ศรีจันทรัตน์ กันทะวัง
(ณ ปีพุทธศักราช 2516)

———————————————

เอื๊อก…ก็อบ ๆ ๆ ๆ…เสียงไก่ตัวใหญ่มหึมาแผดเสียงก้องดังจากเนินเขาหน้าวัดประจำหมู่บ้าน ตามมาด้วยฝีเท้าของอาชาไนยผู้วิ่งไวปานลมกรด นวลหญิงสาวตัวน้อยผวาตื่น ไม่กล้าแม้แต่จะกระดิกตัว ด้วยกลัวว่าเจ้าของเสียงที่ได้ยินและวิ่งผ่านไปนั้นจะรู้ เสียงอย่างนี้มันไม่ใช่ไก่ตัวใหญ่และม้าอย่างที่ได้ยินแน่นอน หรือมันอาจจะเป็นสิ่งนั้นอย่างที่หม่อนแก้วเคยเล่าให้ฟัง ความหนาวเข้ามากัดกินหัวใจของเธอจนสั่นสะท้าน ทั้งที่ตอนนี้เป็นค่ำคืนหนึ่งกลางเดือนเมษายน ที่อากาศร้อนระอุมาตั้งแต่เช้าถึงย่ำค่ำ ผู้ใหญ่จึงพากันมานอนกลางชานเพื่อรับลมและคุยกันจนม่อยหลับไป

ณ หมู่บ้านชนบท ที่นวลอาศัยอยู่ ความเจริญจากในเมืองยังเข้าไปแทรกไม่ถึง แสงสว่างยามค่ำคืนอาศัยชันและอย่างดีที่สุดคือ จากโคมน้ำมันก๊าด ผู้คนต่างพากันอาศัยอยู่ในหมู่บ้านและออกเรือนกับคนในหมู่บ้านเดียวกัน จนนับได้ว่าเป็นเครือญาติกันทั้งหมู่บ้าน วัฒนธรรมและความเชื่อถูกถ่ายทอดต่อๆ กันมา และคงสืบต่อไปอย่างเหนียวแน่นสู่คนรุ่นลูกหลานบางอย่างไม่เข้าใจและ ไม่มีคำอธิบาย แต่ทุกคนต่างไม่ปฏิเสธกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะหากขัดขืนนั่นอาจหมายถึง ชีวิต โดยเฉพาะในเรื่องจิตวิญญาณ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ผี (more…)

Post to Twitter


บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
» ประเพณีสืบชะตา

September 28, 2009

วารสารวัฒนธรรม จังหวัดเชียงใหม่ เล่ม 12

Filed under: e-book — Kamin Rider @ 6:21 pm

วารสารวัฒนธรรม จังหวัดเชียงใหม่ เล่ม 12

Post to Twitter


บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
» ตัวอย่างปฏิทินล้านนา (ปักขะทืน) » หนังสือ "ผ่อกอยหละอ่อนบ้านเฮา" » เอกลักษณ์น่าน » วารสารวัฒนธรรม จังหวัดเชียงใหม่ เล่ม 11

September 24, 2009

ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 7 (เมษายน-พฤษภาคม) ประเพณีเป็กข์ตุ๊บวชพระ

ประเพณีเป็กข์ตุ๊บวชพระ

ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 7 (เมษายน-พฤษภาคม)
ประเพณีขึ้นธาตุเจดีย์

—————————-

1. ชื่อ ประเพณีเป็กข์ตุ๊บวชพระ

คำว่า เป็กข์ มาจากภาษาบาลีว่า อุปสมฺปทาเปกฺข หมายถึง การอุปสมบทพระภิกษุ
คำว่า ตุ๊ มาจากคำว่า สวาธุเจ้า ทางไทเขินและล้านนาใช้เป็นคำเรียกขานพระสงฆ์หรือพระภิกษุ
ดังนั้น คำว่า เป็กข์ตุ๊ หมายถึง การอุปสมบทพระภิกษุ
ส่วนคำว่า บวช มาจากภาษาบาลีว่า ปวช หมายถึง การเว้นจากการเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นให้ลำบาก ภาษาไทยนำมาใช้ในคำว่า บรรพชา ซึ่งมาจากภาษาบาลีว่า ปพฺพชฺช หมายถึง การบวช
ส่วนคำว่า พระ ทางไทเขินและล้านนาใช้เป็นคำเรียกขาน สามเณร
ดังนั้นคำว่า บวชพระ จึงหมายถึงการบวชสามเณร
ประเพณีเป็กข์ตุ๊บวชพระ จึงหมายถึงประเพณีการอุปสมบทพระภิกษุและการบรรพชาสามเณร

2. ระยะเวลา

ประเพณีเป็กข์ตุ๊บวชพระของชาวไทเขิน นครเชียงตุง นิยมจัดในเดือน 7 (ประมาณเดือน เมษายน – พฤษภาคม) ของแต่ละปี แต่ในบางเดือนก็จัดให้มีการเป็กข์ตุ๊บวชพระด้วยเช่นกัน เช่น เดือน 4 เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเจ้าภาพ ยกเว้นช่วงเข้าพรรษาจะไม่มีการเป็กข์ตุ๊บวชพระ โดยทั่วไปจะกำหนดจัดงาน 2 วัน คือ วันดาหรือวันเตรียมงานและวันทำพิธีบรรพชาอุปสมบท (more…)

Post to Twitter


บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
» ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 7 (เมษายน-พฤษภาคม) ประเพณีขึ้นธาตุเจดีย์ » ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 6 (มีนาคม-เมษายน) ประเพณีปีใหม่สังขานต์ » ประเพณีเมืองเชียงตุง » ความเป็นมาของนครเชียงตุง

September 15, 2009

ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 7 (เมษายน-พฤษภาคม) ประเพณีขึ้นธาตุเจดีย์

พระธาตุจุกเปียงฟ้าตั้งตระหง่านบนยอดดอยสูง

ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 7 (เมษายน-พฤษภาคม)
ประเพณีขึ้นธาตุเจดีย์

—————————-

1. ชื่อ ประเพณีขึ้นธาตุเจดีย์

ประเพณีขึ้นธาตุเจดีย์ หมายถึงการทำบุญอบรมสมโภชพระธาตุหรือเจดีย์ อันเป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพและความศรัทธาในพระรัตนตรัยตลอดถึงการสั่งสมบุญบารมีของผู้เข้าร่วมประเพณีด้วย ตรงกับคำว่า ประเพณีสรงน้ำพระธาตุของล้านนา

2. ระยะเวลา

วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ของแต่ละปี (ประมาณเดือน เมษายน – พฤษภาคม สำนวนไทเขินเรียกว่า เดือน 7 เปียง สำนวนล้านนาเรียกว่า เดือน 7 เป็ง คำว่า เปียง หรือ เป็ง หมายถึง เพ็ญ หรือ วันเพ็ญ ซึ่งเป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวง) บางวัดถ้าจัดงานใหญ่ เช่น มีการอบรมสมโภชพระพุทธรูป เป็นต้น ก็จะจัดงาน 2 วัน ตั้งแต่วัน 14 – 15 ค่ำ แต่ถ้าจัดงานไม่ใหญ่นักก็จะจัดในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เพียงวันเดียว (more…)

Post to Twitter


บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
» ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 7 (เมษายน-พฤษภาคม) ประเพณีเป็กข์ตุ๊บวชพระ » ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 6 (มีนาคม-เมษายน) ประเพณีปีใหม่สังขานต์ » ประเพณีเมืองเชียงตุง » ความเป็นมาของนครเชียงตุง

September 8, 2009

ล้านนา หรือ ลานนา ? : 3 ข้อคิดเห็น

lanna-2-1

อ้างอิงจาก ล้านนา หรือ ลานนา ?

ข้อถกเถียงนี้ เกิดจากในอดีตธรรมเนียมการเขียนไม่เคร่งครัดการใส่วรรณยุกต์ คัมภีร์ใบลานจำนวนมากจึงมีทั้งคำ “ล้านนา” และ “ลานนา” ปรากฏอยู่ มีหลักฐานว่าในภายหลัง คือช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑ อักษรธรรมล้านนาจึงมีรูปวรรณยุกต์ อย่างไรก็ตามผู้คนในช่วงนั้นยังคงเคยชินกับการใส่หรือไม่ใส่วรรณยุกต์ก็ได้ จึงเป็นที่เข้าใจกันว่า ธรรมเนียมการเขียนแบบไม่ต้องกำกับวรรณยุกต์โท แต่ให้อ่านออกเสียงแบบวรรณยุกต์โทกำกับ ธรรมเนียมนี้มีสืบมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ล้านนา มีศัพท์ที่มีภาษาบาลีกำกับ โดยสืบพบจากท้ายคัมภีร์ใบลานจากเมืองน่านและที่อื่นๆ อีก จำนวนไม่น้อยกว่า ๕๐ แห่ง ในภาษาบาลีว่า “ทสลกฺขเขตฺตนคร อ่านว่า (ทะ-สะ-ลัก-ขะ-เขต-ตะ-นะ-คอน) แปลความได้ว่า “เมืองสิบแสนนา หมายถึงดินแดนที่มีจำนวนที่นานับล้าน เป็นคำคู่กับเมืองหลวงพระบางที่ชื่ออาณาจักร”ล้านช้าง” คือดินแดนที่มีช้างนับล้านตัว หรือช้างร้อยหมื่น
ตั้งแต่ พ.ศ ๒๕๑๐ เป็นต้นมา ในหมู่นักวิชาการระดับสูงจำนวนหนึ่งพบคำว่า “ล้านนา” เป็นคำที่ถูกต้องแล้ว และชัดเจนมากขึ้นเมื่อ ดร.ฮันส์ เพนธ์เสนอบทความใน พ.ศ.๒๕๒๓ ยืนยันการพบคำล้านนาในศิลาจารึกวัดเชียงสา ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ได้ตรวจสอบศิลาจารึกดังกล่าวแล้วเห็นว่า มีคำ “ล้านนา” คู่กับคำว่า”ล้านช้าง”จริง จึงเสนอให้ใช้คำ”ล้านนา” แทนคำ “ลานนา” ใน พ.ศ.๒๕๒๖ ความเห็นนี้สอดคล้องกับนักวิชาการในจังหวัดเชียงใหม่ที่เสนอให้ใช้”ล้านนา ไทย” เป็นชื่อหนังสืออนุสรณ์พระราชพิธีเปิด พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ที่เชียงใหม่ พ.ศ.๒๕๒๖-๒๕๒๗ หลังจากนั้นมา คำ “ล้านนา” ก็เป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลาย
อย่างไรก็ตาม ใน ช่วงพ.ศ. ๒๕๓๐ มีการโต้เถียงในเรื่องนี้กันอีกครั้งหนึ่ง และคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยโดยมีศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร เป็นประธานการสอบชำระ ได้ให้ข้อยุติว่า คำ “ล้านนา” เป็นคำที่ถูกต้องแล้ว

ทิว วิชัยขัทคะ

ความเห็นจากอีกท่านหนึ่ง

อาจารย์ธเนศวร์ เจริญเมือง แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายไว้ดังนี้
คนไทยรู้จักอาณาจักรลานนาเป็นเวลานานแล้ว อาณาจักรแห่งนี้รุ่งเรืองในยุคเดียวกันกับอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยาตอนต้นและตอนกลาง อาณาจักรลานนามีบริเวณที่ตั้งอยู่ในดินแดน ๘ จังหวัดของภาคเหนือตอนบนของไทยในปัจจุบัน ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน ในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา นักวิชาการไทยได้ตื่นตัวหันมาสนใจศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและปัญหาท้องถิ่นในปัจจุบันมากขึ้น ผลพวงอันหนึ่งของการศึกษาก็คือข้อเสนอที่ว่าอาณาจักรลานนานั้นควรจะเรียกเสียใหม่ให้ถูกต้องว่า “อาณาจักรล้านนา” ซึ่งแปลว่า ที่นาจำนวน ๑ ล้าน ด้วยเหตุผลดังนี้ (more…)

Post to Twitter


บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
» ประวัติเมืองเชียงใหม่ » รายนามกษัตริย์และเจ้าเมืองเชียงใหม่ ดังนี้ » ล้านนา หรือ ลานนา ? Older Posts »
 
asaengrit@hotmail.com
kaminrider@hotmail.com
jarus@hotmail.com
info@maxx.me
086 654 7376
087 187 7707
053 221 097