
รองศาสตราจารย์พิเศษถาวร เสาร์ศรีจันทร์
——————————–
1. ความหมาย
คำว่า “ตานขันเข้า” เป็นภาษาของคนล้านนา ถ้าวิเคราะห์ถึงความหมายของคำนี้สามารถแยกออกได้เป็น 3 คำ คือ
1. คำว่า “ตาน”
2. คำว่า “ขัน”
3. คำว่า “เข้า”
ตาน เป็นภาษาที่พูดกันทั่วไปในถิ่นดินแดนล้านนา ตรงกับคำว่า “ทาน” นั่นเอง ถ้าแปลเป็นภาษาไทยได้แก่การให้ หรือสิ่งที่ให้ ถ้าเป็นการให้แก่พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาจะเรียกว่า “ถวาย” เช่นถวายจตุปัจจัย ก็คือการให้ หรือการมอบให้จตุปัจจัยแก่พระภิกษุสงฆ์
ขัน มีความหมายหลากหลาย เช่น หมายถึงภาชนะสำหรับตัก หรือใส่น้ำ, ทำให้ตึง หรือแน่นด้วยการหมุน, หัวเราะ, นึกอยากหัวเราะ, ร้องเป็นเสียงอย่างไก่ หรือ นกบางชนิด เป็นต้น
เข้า เป็นภาษาพูดของคนล้านนา ซึ่งปัจจุบันก็ยังใช้พูดกันอยู่ หมายถึงข้าวที่เรารับประทานกันทุกวันนั่นเอง
ดังนั้น ความหมายของคำว่า “ตานขันเข้า” ก็คือการนำสำรับอาหาร (สำรับกับข้าว) ไปถวายพระภิกษุสงฆ์ และยังหมายถึงการนำสำรับอาหารมอบให้ผู้ใหญ่ หรือผู้อาวุโสที่ตนเคารพนับถือด้วย
2. ความเป็นมา
ความเป็นมาของการตานขันเข้ามีมาตั้งแต่พุทธกาล มีประวัติเล่าว่า ขณะนั้นเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช ได้ประทับใต้ต้นโพธิ์ริมแม่น้ำเนรัญชรา ยังไม่บรรลุสัจธรรม มีอุบาสิกาสำคัญคนหนึ่ง
เป็นธิดาของผู้มีทรัพย์ ซึ่งเป็นนายใหญ่แห่งชาวบ้านเสนานิคม ตำบลอุรุเวลา ได้พบเห็นพระพุทธเจ้าซึ่งประทับอยู่ใต้ต้นโพธิ์ นางเข้าใจว่าเป็นเทวดา จึงนำข้าวมธุปายาสไปถวาย ซึ่งเป็นเวลาเช้าของวันที่พระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นับได้ว่านางสุชาดาเป็นอุบาสิกาคนแรกในพระพุทธศาสนา
และเป็นคนตานขันเข้า คนแรกในพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกัน (more…)


ศรีจันทรัตน์ กันทะวัง
(ณ ปีพุทธศักราช 2516)
———————————————
เอื๊อก…ก็อบ ๆ ๆ ๆ…เสียงไก่ตัวใหญ่มหึมาแผดเสียงก้องดังจากเนินเขาหน้าวัดประจำหมู่บ้าน ตามมาด้วยฝีเท้าของอาชาไนยผู้วิ่งไวปานลมกรด นวลหญิงสาวตัวน้อยผวาตื่น ไม่กล้าแม้แต่จะกระดิกตัว ด้วยกลัวว่าเจ้าของเสียงที่ได้ยินและวิ่งผ่านไปนั้นจะรู้ เสียงอย่างนี้มันไม่ใช่ไก่ตัวใหญ่และม้าอย่างที่ได้ยินแน่นอน หรือมันอาจจะเป็นสิ่งนั้นอย่างที่หม่อนแก้วเคยเล่าให้ฟัง ความหนาวเข้ามากัดกินหัวใจของเธอจนสั่นสะท้าน ทั้งที่ตอนนี้เป็นค่ำคืนหนึ่งกลางเดือนเมษายน ที่อากาศร้อนระอุมาตั้งแต่เช้าถึงย่ำค่ำ ผู้ใหญ่จึงพากันมานอนกลางชานเพื่อรับลมและคุยกันจนม่อยหลับไป
ณ หมู่บ้านชนบท ที่นวลอาศัยอยู่ ความเจริญจากในเมืองยังเข้าไปแทรกไม่ถึง แสงสว่างยามค่ำคืนอาศัยชันและอย่างดีที่สุดคือ จากโคมน้ำมันก๊าด ผู้คนต่างพากันอาศัยอยู่ในหมู่บ้านและออกเรือนกับคนในหมู่บ้านเดียวกัน จนนับได้ว่าเป็นเครือญาติกันทั้งหมู่บ้าน วัฒนธรรมและความเชื่อถูกถ่ายทอดต่อๆ กันมา และคงสืบต่อไปอย่างเหนียวแน่นสู่คนรุ่นลูกหลานบางอย่างไม่เข้าใจและ ไม่มีคำอธิบาย แต่ทุกคนต่างไม่ปฏิเสธกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะหากขัดขืนนั่นอาจหมายถึง ชีวิต โดยเฉพาะในเรื่องจิตวิญญาณ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ผี (more…)


อ้างอิงจาก ล้านนา หรือ ลานนา ?
ข้อถกเถียงนี้ เกิดจากในอดีตธรรมเนียมการเขียนไม่เคร่งครัดการใส่วรรณยุกต์ คัมภีร์ใบลานจำนวนมากจึงมีทั้งคำ “ล้านนา” และ “ลานนา” ปรากฏอยู่ มีหลักฐานว่าในภายหลัง คือช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑ อักษรธรรมล้านนาจึงมีรูปวรรณยุกต์ อย่างไรก็ตามผู้คนในช่วงนั้นยังคงเคยชินกับการใส่หรือไม่ใส่วรรณยุกต์ก็ได้ จึงเป็นที่เข้าใจกันว่า ธรรมเนียมการเขียนแบบไม่ต้องกำกับวรรณยุกต์โท แต่ให้อ่านออกเสียงแบบวรรณยุกต์โทกำกับ ธรรมเนียมนี้มีสืบมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ล้านนา มีศัพท์ที่มีภาษาบาลีกำกับ โดยสืบพบจากท้ายคัมภีร์ใบลานจากเมืองน่านและที่อื่นๆ อีก จำนวนไม่น้อยกว่า ๕๐ แห่ง ในภาษาบาลีว่า “ทสลกฺขเขตฺตนคร อ่านว่า (ทะ-สะ-ลัก-ขะ-เขต-ตะ-นะ-คอน) แปลความได้ว่า “เมืองสิบแสนนา หมายถึงดินแดนที่มีจำนวนที่นานับล้าน เป็นคำคู่กับเมืองหลวงพระบางที่ชื่ออาณาจักร”ล้านช้าง” คือดินแดนที่มีช้างนับล้านตัว หรือช้างร้อยหมื่น
ตั้งแต่ พ.ศ ๒๕๑๐ เป็นต้นมา ในหมู่นักวิชาการระดับสูงจำนวนหนึ่งพบคำว่า “ล้านนา” เป็นคำที่ถูกต้องแล้ว และชัดเจนมากขึ้นเมื่อ ดร.ฮันส์ เพนธ์เสนอบทความใน พ.ศ.๒๕๒๓ ยืนยันการพบคำล้านนาในศิลาจารึกวัดเชียงสา ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ได้ตรวจสอบศิลาจารึกดังกล่าวแล้วเห็นว่า มีคำ “ล้านนา” คู่กับคำว่า”ล้านช้าง”จริง จึงเสนอให้ใช้คำ”ล้านนา” แทนคำ “ลานนา” ใน พ.ศ.๒๕๒๖ ความเห็นนี้สอดคล้องกับนักวิชาการในจังหวัดเชียงใหม่ที่เสนอให้ใช้”ล้านนา ไทย” เป็นชื่อหนังสืออนุสรณ์พระราชพิธีเปิด พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ที่เชียงใหม่ พ.ศ.๒๕๒๖-๒๕๒๗ หลังจากนั้นมา คำ “ล้านนา” ก็เป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลาย
อย่างไรก็ตาม ใน ช่วงพ.ศ. ๒๕๓๐ มีการโต้เถียงในเรื่องนี้กันอีกครั้งหนึ่ง และคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยโดยมีศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร เป็นประธานการสอบชำระ ได้ให้ข้อยุติว่า คำ “ล้านนา” เป็นคำที่ถูกต้องแล้ว
ทิว วิชัยขัทคะ
ความเห็นจากอีกท่านหนึ่ง
อาจารย์ธเนศวร์ เจริญเมือง แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายไว้ดังนี้
คนไทยรู้จักอาณาจักรลานนาเป็นเวลานานแล้ว อาณาจักรแห่งนี้รุ่งเรืองในยุคเดียวกันกับอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยาตอนต้นและตอนกลาง อาณาจักรลานนามีบริเวณที่ตั้งอยู่ในดินแดน ๘ จังหวัดของภาคเหนือตอนบนของไทยในปัจจุบัน ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน ในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา นักวิชาการไทยได้ตื่นตัวหันมาสนใจศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและปัญหาท้องถิ่นในปัจจุบันมากขึ้น ผลพวงอันหนึ่งของการศึกษาก็คือข้อเสนอที่ว่าอาณาจักรลานนานั้นควรจะเรียกเสียใหม่ให้ถูกต้องว่า “อาณาจักรล้านนา” ซึ่งแปลว่า ที่นาจำนวน ๑ ล้าน ด้วยเหตุผลดังนี้ (more…)
