October 7, 2009

ผีกะ กฎข้อห้ามความสัมพันธ์ในชุมชน

ผีกะ01

ศรีจันทรัตน์ กันทะวัง
(ณ ปีพุทธศักราช 2516)

———————————————

เอื๊อก…ก็อบ ๆ ๆ ๆ…เสียงไก่ตัวใหญ่มหึมาแผดเสียงก้องดังจากเนินเขาหน้าวัดประจำหมู่บ้าน ตามมาด้วยฝีเท้าของอาชาไนยผู้วิ่งไวปานลมกรด นวลหญิงสาวตัวน้อยผวาตื่น ไม่กล้าแม้แต่จะกระดิกตัว ด้วยกลัวว่าเจ้าของเสียงที่ได้ยินและวิ่งผ่านไปนั้นจะรู้ เสียงอย่างนี้มันไม่ใช่ไก่ตัวใหญ่และม้าอย่างที่ได้ยินแน่นอน หรือมันอาจจะเป็นสิ่งนั้นอย่างที่หม่อนแก้วเคยเล่าให้ฟัง ความหนาวเข้ามากัดกินหัวใจของเธอจนสั่นสะท้าน ทั้งที่ตอนนี้เป็นค่ำคืนหนึ่งกลางเดือนเมษายน ที่อากาศร้อนระอุมาตั้งแต่เช้าถึงย่ำค่ำ ผู้ใหญ่จึงพากันมานอนกลางชานเพื่อรับลมและคุยกันจนม่อยหลับไป

ณ หมู่บ้านชนบท ที่นวลอาศัยอยู่ ความเจริญจากในเมืองยังเข้าไปแทรกไม่ถึง แสงสว่างยามค่ำคืนอาศัยชันและอย่างดีที่สุดคือ จากโคมน้ำมันก๊าด ผู้คนต่างพากันอาศัยอยู่ในหมู่บ้านและออกเรือนกับคนในหมู่บ้านเดียวกัน จนนับได้ว่าเป็นเครือญาติกันทั้งหมู่บ้าน วัฒนธรรมและความเชื่อถูกถ่ายทอดต่อๆ กันมา และคงสืบต่อไปอย่างเหนียวแน่นสู่คนรุ่นลูกหลานบางอย่างไม่เข้าใจและ ไม่มีคำอธิบาย แต่ทุกคนต่างไม่ปฏิเสธกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะหากขัดขืนนั่นอาจหมายถึง ชีวิต โดยเฉพาะในเรื่องจิตวิญญาณ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ผี (more…)

Post to Twitter


บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
» ประเพณีสืบชะตา

September 28, 2009

วารสารวัฒนธรรม จังหวัดเชียงใหม่ เล่ม 12

Filed under: e-book — Kamin Rider @ 6:21 pm

Post to Twitter


บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
» วารสารวัฒนธรรม จังหวัดเชียงใหม่ เล่ม 13 » ตัวอย่างปฏิทินล้านนา (ปักขะทืน) » หนังสือ "ผ่อกอยหละอ่อนบ้านเฮา" » เอกลักษณ์น่าน » วารสารวัฒนธรรม จังหวัดเชียงใหม่ เล่ม 11

September 24, 2009

ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 7 (เมษายน-พฤษภาคม) ประเพณีเป็กข์ตุ๊บวชพระ

ประเพณีเป็กข์ตุ๊บวชพระ

ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 7 (เมษายน-พฤษภาคม)
ประเพณีขึ้นธาตุเจดีย์

—————————-

1. ชื่อ ประเพณีเป็กข์ตุ๊บวชพระ

คำว่า เป็กข์ มาจากภาษาบาลีว่า อุปสมฺปทาเปกฺข หมายถึง การอุปสมบทพระภิกษุ
คำว่า ตุ๊ มาจากคำว่า สวาธุเจ้า ทางไทเขินและล้านนาใช้เป็นคำเรียกขานพระสงฆ์หรือพระภิกษุ
ดังนั้น คำว่า เป็กข์ตุ๊ หมายถึง การอุปสมบทพระภิกษุ
ส่วนคำว่า บวช มาจากภาษาบาลีว่า ปวช หมายถึง การเว้นจากการเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นให้ลำบาก ภาษาไทยนำมาใช้ในคำว่า บรรพชา ซึ่งมาจากภาษาบาลีว่า ปพฺพชฺช หมายถึง การบวช
ส่วนคำว่า พระ ทางไทเขินและล้านนาใช้เป็นคำเรียกขาน สามเณร
ดังนั้นคำว่า บวชพระ จึงหมายถึงการบวชสามเณร
ประเพณีเป็กข์ตุ๊บวชพระ จึงหมายถึงประเพณีการอุปสมบทพระภิกษุและการบรรพชาสามเณร

2. ระยะเวลา

ประเพณีเป็กข์ตุ๊บวชพระของชาวไทเขิน นครเชียงตุง นิยมจัดในเดือน 7 (ประมาณเดือน เมษายน – พฤษภาคม) ของแต่ละปี แต่ในบางเดือนก็จัดให้มีการเป็กข์ตุ๊บวชพระด้วยเช่นกัน เช่น เดือน 4 เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเจ้าภาพ ยกเว้นช่วงเข้าพรรษาจะไม่มีการเป็กข์ตุ๊บวชพระ โดยทั่วไปจะกำหนดจัดงาน 2 วัน คือ วันดาหรือวันเตรียมงานและวันทำพิธีบรรพชาอุปสมบท (more…)

Post to Twitter


บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
» ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 8 (พฤษภาคม-มิถุนายน) ประเพณีเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้าน » ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 7 (เมษายน-พฤษภาคม) ประเพณีขึ้นธาตุเจดีย์ » ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 6 (มีนาคม-เมษายน) ประเพณีปีใหม่สังขานต์ » ประเพณีเมืองเชียงตุง » ความเป็นมาของนครเชียงตุง

September 15, 2009

ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 7 (เมษายน-พฤษภาคม) ประเพณีขึ้นธาตุเจดีย์

พระธาตุจุกเปียงฟ้าตั้งตระหง่านบนยอดดอยสูง

ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 7 (เมษายน-พฤษภาคม)
ประเพณีขึ้นธาตุเจดีย์

—————————-

1. ชื่อ ประเพณีขึ้นธาตุเจดีย์

ประเพณีขึ้นธาตุเจดีย์ หมายถึงการทำบุญอบรมสมโภชพระธาตุหรือเจดีย์ อันเป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพและความศรัทธาในพระรัตนตรัยตลอดถึงการสั่งสมบุญบารมีของผู้เข้าร่วมประเพณีด้วย ตรงกับคำว่า ประเพณีสรงน้ำพระธาตุของล้านนา

2. ระยะเวลา

วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ของแต่ละปี (ประมาณเดือน เมษายน – พฤษภาคม สำนวนไทเขินเรียกว่า เดือน 7 เปียง สำนวนล้านนาเรียกว่า เดือน 7 เป็ง คำว่า เปียง หรือ เป็ง หมายถึง เพ็ญ หรือ วันเพ็ญ ซึ่งเป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวง) บางวัดถ้าจัดงานใหญ่ เช่น มีการอบรมสมโภชพระพุทธรูป เป็นต้น ก็จะจัดงาน 2 วัน ตั้งแต่วัน 14 – 15 ค่ำ แต่ถ้าจัดงานไม่ใหญ่นักก็จะจัดในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เพียงวันเดียว (more…)

Post to Twitter


บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
» ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 8 (พฤษภาคม-มิถุนายน) ประเพณีเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้าน » ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 7 (เมษายน-พฤษภาคม) ประเพณีเป็กข์ตุ๊บวชพระ » ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 6 (มีนาคม-เมษายน) ประเพณีปีใหม่สังขานต์ » ประเพณีเมืองเชียงตุง » ความเป็นมาของนครเชียงตุง

September 8, 2009

ล้านนา หรือ ลานนา ? : 3 ข้อคิดเห็น

lanna-2-1

อ้างอิงจาก ล้านนา หรือ ลานนา ?

ข้อถกเถียงนี้ เกิดจากในอดีตธรรมเนียมการเขียนไม่เคร่งครัดการใส่วรรณยุกต์ คัมภีร์ใบลานจำนวนมากจึงมีทั้งคำ “ล้านนา” และ “ลานนา” ปรากฏอยู่ มีหลักฐานว่าในภายหลัง คือช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑ อักษรธรรมล้านนาจึงมีรูปวรรณยุกต์ อย่างไรก็ตามผู้คนในช่วงนั้นยังคงเคยชินกับการใส่หรือไม่ใส่วรรณยุกต์ก็ได้ จึงเป็นที่เข้าใจกันว่า ธรรมเนียมการเขียนแบบไม่ต้องกำกับวรรณยุกต์โท แต่ให้อ่านออกเสียงแบบวรรณยุกต์โทกำกับ ธรรมเนียมนี้มีสืบมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ล้านนา มีศัพท์ที่มีภาษาบาลีกำกับ โดยสืบพบจากท้ายคัมภีร์ใบลานจากเมืองน่านและที่อื่นๆ อีก จำนวนไม่น้อยกว่า ๕๐ แห่ง ในภาษาบาลีว่า “ทสลกฺขเขตฺตนคร อ่านว่า (ทะ-สะ-ลัก-ขะ-เขต-ตะ-นะ-คอน) แปลความได้ว่า “เมืองสิบแสนนา หมายถึงดินแดนที่มีจำนวนที่นานับล้าน เป็นคำคู่กับเมืองหลวงพระบางที่ชื่ออาณาจักร”ล้านช้าง” คือดินแดนที่มีช้างนับล้านตัว หรือช้างร้อยหมื่น
ตั้งแต่ พ.ศ ๒๕๑๐ เป็นต้นมา ในหมู่นักวิชาการระดับสูงจำนวนหนึ่งพบคำว่า “ล้านนา” เป็นคำที่ถูกต้องแล้ว และชัดเจนมากขึ้นเมื่อ ดร.ฮันส์ เพนธ์เสนอบทความใน พ.ศ.๒๕๒๓ ยืนยันการพบคำล้านนาในศิลาจารึกวัดเชียงสา ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ได้ตรวจสอบศิลาจารึกดังกล่าวแล้วเห็นว่า มีคำ “ล้านนา” คู่กับคำว่า”ล้านช้าง”จริง จึงเสนอให้ใช้คำ”ล้านนา” แทนคำ “ลานนา” ใน พ.ศ.๒๕๒๖ ความเห็นนี้สอดคล้องกับนักวิชาการในจังหวัดเชียงใหม่ที่เสนอให้ใช้”ล้านนา ไทย” เป็นชื่อหนังสืออนุสรณ์พระราชพิธีเปิด พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ที่เชียงใหม่ พ.ศ.๒๕๒๖-๒๕๒๗ หลังจากนั้นมา คำ “ล้านนา” ก็เป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลาย
อย่างไรก็ตาม ใน ช่วงพ.ศ. ๒๕๓๐ มีการโต้เถียงในเรื่องนี้กันอีกครั้งหนึ่ง และคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยโดยมีศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร เป็นประธานการสอบชำระ ได้ให้ข้อยุติว่า คำ “ล้านนา” เป็นคำที่ถูกต้องแล้ว

ทิว วิชัยขัทคะ

ความเห็นจากอีกท่านหนึ่ง

อาจารย์ธเนศวร์ เจริญเมือง แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายไว้ดังนี้
คนไทยรู้จักอาณาจักรลานนาเป็นเวลานานแล้ว อาณาจักรแห่งนี้รุ่งเรืองในยุคเดียวกันกับอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยาตอนต้นและตอนกลาง อาณาจักรลานนามีบริเวณที่ตั้งอยู่ในดินแดน ๘ จังหวัดของภาคเหนือตอนบนของไทยในปัจจุบัน ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน ในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา นักวิชาการไทยได้ตื่นตัวหันมาสนใจศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและปัญหาท้องถิ่นในปัจจุบันมากขึ้น ผลพวงอันหนึ่งของการศึกษาก็คือข้อเสนอที่ว่าอาณาจักรลานนานั้นควรจะเรียกเสียใหม่ให้ถูกต้องว่า “อาณาจักรล้านนา” ซึ่งแปลว่า ที่นาจำนวน ๑ ล้าน ด้วยเหตุผลดังนี้ (more…)

Post to Twitter


บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
» ประวัติเมืองเชียงใหม่ » รายนามกษัตริย์และเจ้าเมืองเชียงใหม่ ดังนี้ » ล้านนา หรือ ลานนา ?

September 3, 2009

แกงฮังเล

Filed under: อาหารพื้นเมือง — Tags: — Kamin Rider @ 5:40 pm

kanghangle51 copy

แกงฮังเล มี 2 ชนิด คือ แกงฮังเลม่าน และ แกงฮังเลเชียงแสน เชื่อกันว่าเป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลมาจากพม่า สำหรับแกงฮังเลเชียงแสนจะแตกต่างตรงที่มีถั่วฝักยาว มะเขือยาว พริกสด หน่อไม้ดอง งาขาวคั่ว เพิ่มเข้ามา (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, หน้า 490) และใช้เป็นส่วนผสมของแกงโฮะ (เทียนชัย สุทธนิล, สัมภาษณ์, 19 มิถุนายน 2550)

ลักษณะของแกง
น้ำแกงจะข้นคล้ายแกงมัสมั่น ใช้เป็นอาหารหลัก บางตำราจะใส่กระท้อนลงในแกง โดยหั่นเป็นชิ้นหนา หรือหั่นสี่เหลี่ยมขนาด 1 นิ้ว หรือบางตำราจะใส่สันปะรดหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม 1×1 นิ้ว แกงฮังเลเป็นแกงของพม่า แพร่หลายเข้ามาทางภาคเหนือ พม่าเจ้าของตำรับจะรับประทานแกงฮังเลกับกล้วยไข่ (more…)

Post to Twitter


บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
» แก๋งสะแล » คั่วผำ และ ยำเตา » ผักกาดจอ » น้ำข้าวหนมเส้น (ขนมเส้น) » บะค้อนก้อม

September 1, 2009

แก๋งสะแล

แกงสะแล

สะแล เป็นพืชชนิดหนึ่งในจำนวนพืชผักพื้นบ้านของภาคเหนือ มีรสชาดอร่อยถูกปากคนทั่วไป แต่จะออกดอกปีละครั้งเท่านั้นจึงมีราคาแพงมาก ปัจจุบันเป็นที่นิยมเฉพาะผู้ใหญ่ ส่วนเด็กและเยาวชนมักไม่ค่อยรู้จัก เนื่องจากกระแสบริโภคนิยมของสังคมที่เปลี่ยนไป หากไม่มีการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการอนุรักษ์ พืชพื้นบ้านเหล่านี้อาจจะถูกลืมเลือนไปจากความทรงจำและกลายเป็นวัชพืชไปในที่สุด

สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนกาวิละวิทยาลัย ได้เลือกทำการศึกษาพืชพื้นบ้าน “ สะแล ” เนื่องจากเป็นพืชที่น่าสนใจ และต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนเกิด ความตระหนักในการอนุรักษ์พันธุ์พืชพื้นบ้านเหล่านี้ โดยการบูรณาการในรายวิชาต่างๆ ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย ครู-อาจารย์และนักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในการศึกษาเรื่องของพืชพื้นบ้าน “ สะแล ” สำหรับวิธีการศึกษาองค์ความรู้เรื่องของพืชพื้นบ้าน “ สะแล ”โดยสรุปแบ่งได้เป็น 3 ด้าน คือ (more…)

Post to Twitter


บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
» แกงฮังเล » คั่วผำ และ ยำเตา » ผักกาดจอ » น้ำข้าวหนมเส้น (ขนมเส้น) » บะค้อนก้อม

August 29, 2009

โคมลอย – โคมลอย

Filed under: ล้านนาน่ารู้ — Tags: , — Kamin Rider @ 6:34 pm

ปล่อยโคม01

การลอยโคม เป็นประเพณีพื้นบ้านในวันเพ็ญเดือนสิบสอง ที่ชาวบ้านทางภาคเหนือและภาคอีสานนิยมทำกัน ถือเป็นการปล่อยเคราะห์ ปล่อยโศกและเรื่องร้ายๆ ต่างๆ ให้ไปพ้นจากตัว ความหมายของโคม (สำหรับลอย) ที่ทราบมาพบเห็นอยู่สองความหมาย

  • โคมลอย หมายถึงประทีปที่จุดไฟแล้ววางบนกระทงและปล่อยให้ลอยไปตามสายน้ำ
  • โคมลอย ที่มีลักษณะเป็นลูกโป่งขนาดใหญ่ทำด้วยกระดาษบางเบาที่ปล่อยให้ลอยไปบนฟากฟ้าโดยใช้ควันไฟ

การลอยโคม

โคมลอย” ในแง่โคมที่ลอยฟ้านั้น พบใน หนังสืออักขราภิธานศรับท์ Dictionary of the Siamese Language by Dr.B.Bradley Bangkok 1873 หรือพจนานุกรมภาษาสยามที่ ดร.แดน บีช แบรดเลย์ จัดพิมพ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๖ โดยกล่าวว่า “โคมลอย, คือประทีปเครื่องสำหรับจุดไฟในนั้นให้สว่าง, แล้วควันไฟก็กลุ้ม อบ อยู่ในนั้น, ภาโคมให้ลอยขึ้นไปได้,บนอากาศ.”(น.๑๐๕) คำอธิบายดังกล่าวนี้สอดคล้องกับพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ที่ว่า “ โคมลอย น. ชื่อเครื่องตามไฟชนิดหนึ่งที่จุดไฟแล้วปล่อยให้ลอยไปในอากาศ.” (more…)

Post to Twitter


บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
» วัฒนธรรม “ตานขันเข้า” ของคนล้านนา » ตุงล้านนา » ธรรมเนียมประเพณีในการประเคน » แมงมัน » ไม้หลักปักขี้ควาย

August 28, 2009

ตั๋วเมือง (Lanna Language)

ตั๋วเมือง02
.
โดย จรีย์ สุนทรสิงห์
—————————————
อักษรแห่งภาษาแม่ของชาวล้านนา
เป็นมรดกอันล้ำค่าทางอักษรศาสตร์ เป็นศาสตร์อันสูงสุดของชาวล้านนา

ความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งแห่งชนชาติและเผ่าพันธุ์ของมนุษยชาติ คือการที่มีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตนเอง
การ เรียนรู้ที่จะพูด – เขียน รวมถึงการทำความเข้าใจในความลึกซึ้งของภาษาไม่ใช่เรื่อง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาษากวี หรือภาษาที่ใช้ในการประพันธ์ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง

ล้านนา คือดินแดนภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ๘ จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา และแม่ฮ่องสอน มีภาษาล้านนาเป็นภาษาของตนเอง ใช้ในการพูดและเขียนมาแต่อดีตนับหลายร้อยปี

ภาษาล้านนา หมายรวมทั้ง ภาษาเขียน (ตั๋วเมือง) และภาษาพูด (กำเมือง) นอกจากจะใช้ใน ๘ จังหวัดภาคเหนือแล้ว ยังมีผู้ใช้ภาษาล้านนาในบางท้องที่ของจังหวัดอุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย สระบุรี ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น นครเชียงตุง (เมียนม่าร์) สิบสองปันนา (จีน) และอีกหลายแห่งในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แม้จะมีสำเนียงพูดผิดเพี้ยนกันไปบ้าง ตัวอักษรแตกต่างกันไปบ้างเล็กน้อย แต่ก็สามารถสื่อสารกันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะภาษาเขียนที่ใช้ในนครเชียงตุง ที่เรียกว่า ตั๋วขึน ทั้งลักษณะของตัวอักษร และอักขรวิธีเหมือนกับ ตั๋วเมือง ที่ใช้ในภาคเหนือของไทย อักษรล้านนา (ตั๋ว เมือง) ถือได้ว่าเป็นอักษรแห่งภาษาแม่ของชาวล้านนา เป็นมรดกอันล้ำค่าทางอักษรศาสตร์ เป็นศาสตร์อันสูงสุดของชาวล้านนา เป็นภูมิปัญญาของนักปราชญ์ชาวล้านนา เป็นอักษรแห่งมนต์ขลัง ถือกันมาว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ ควรแก่การรับรองพระพุทธพจน์ จึงเป็นอักษรที่ใช้เกี่ยวกับพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา ใช้ในการจารพระไตรปิฎก คัมภีร์ใบลาน ธรรมชาดก บทสวดมนต์ พงศาวดาร ตำนาน ศิลาจารึก โหราศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ตำรายาสมุนไพร วรรณกรรมล้านนา ตลอดถึงคติ คำสอนต่างๆ และที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่ง คือตำราไสยศาสตร์ เลขยันต์ คาถาเวทย์มนต์ต่างๆ ที่คนล้านนาถือว่าขลังมาแต่โบราณกาล (more…)

Post to Twitter


บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
» ประเพณีสืบชะตา » ตามรอยจอบแรกครูบาศรีวิชัย » วิถีชีวิตในพม่าที่น่าสัมผัส » ประเพณีการทำบุญสิบสองเป็ง (เพ็ง) » การบูชาธาตุ ๔

August 27, 2009

คั่วผำ และ ยำเตา

คั่วผำและยำเตา copy

คั่วผำ และ ยำเตา

อาหารทีจะขอแนะนำในฉบับนี้ เป็นการนำภูมิปัญญาชาวบ้าน ในชนบทมาใช้เพื่อการเลี้ยงชีพ ที่สามารถนำเอาสาหร่าย หรือสิ่งมีชีวิตใกล้ตัวมาทำเป็นอาหารได้อย่างน่าทึ่งได้มีการนำเอาสาหร่ายสีเขียว ลักษณะเป็นเส้นชื่อ Spirogyra spp. หรือ เตา หรือ เทาน้ำ มาเป็นอาหารหรือที่ชาวบ้านเรียกกัน “ยำเตา” เตา หรือ เทาน้ำ เป็นพืช ตระกูลสาหร่าย เป็นสิ่งมีชีวิตตั้งแต่ขนาดเล็กๆ เพียงเซลล์เดียวไปจนถึงขนาดใหญ่โตลอยเป็นแพอยู่ในน้ำ สามารถสังเคราะห์แสงเองได้ จึงดำรงชีวิตคล้ายพืช มีอยู่ทั่วไปแหล่งที่ขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นท้องนาหรือน้ำไหลเอื่อยๆ เตาจะขึ้นอยู่เป็นกระจุกหรือเป็นแพสีเขียวสด จับดูจะลื่นมือมากเนื่องจากมีสารเมือกหุ้มอยู่นอกผนังเซลล์ นิยมรับประทานกันในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (more…)

Post to Twitter


บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
» แกงฮังเล » แก๋งสะแล » ผักกาดจอ » น้ำข้าวหนมเส้น (ขนมเส้น) » บะค้อนก้อม « Newer PostsOlder Posts »
 
asaengrit@hotmail.com
kaminrider@hotmail.com
jarus@hotmail.com
info@maxx.me
086 654 7376
087 187 7707
053 221 097