
เล่าโดย เจ้ากุลวงศ์ ณ เชียงใหม่
————————————————————–
ข้าพเจ้าได้อ่านพบเรื่อง ประเพณีสืบชะตา เห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่พวกเราอยู่บ้าง จึงได้เอามาเล่าสู่กันฟัง ประเพณีนี้มีมาแต่โบราณกาล ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต่ออายุ เพื่อให้เป็นสิริมงคล เพื่อให้เกิดโชคลาภ เกิดความสุขความเจริญมั่นคง ของผู้ที่กำลังตกทุกข์ได้ยากลำบากใจ ไม่มีสิ่งใดจะยึดเหนี่ยวพึ่งพาอาศัยทางใจได้ จึงได้ทำการสืบชะตา เพื่อให้เกิดความสุขทางใจ ทางจิตสำนึก ให้จิตใจบริสุทธิ์สดใส ไม่ต้องคิดกังวลไปในทางอกุศลต่าง ๆ ความเชื่อในการสืบชะตานี้กล่าวกันว่า พระสารีบุตร ซึ่งเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ในครั้งนั้น ยังมีสามเณรองค์หนึ่ง ชื่อ ดิสสะ อายุ 7 ปี ได้มาบวชเรียนกับท่าน อยู่วันหนึ่งท่านได้สังเกต สามเณรองค์นี้ จะมีอายุได้ อีก 7 วัน เท่านั้นก็จะถึงแก่มรณภาพ ตามตำราหมอดู และตำราการดูลักษณะตามร่างกาย ท่านจึงเรียกสามเณรองค์นั้นเข้ามาพบ และได้บอกความจริงให้ทราบว่า ตามตำราหมอดูและการดูลักษณะของเธอนั้น เธอจะมีอายุได้อีก 7 วัน เท่านั้น จึงขอให้เธอกลับบ้านไปบอกให้ญาติทราบเสีย สามเณรเมื่อทราบดังนั้น จึงมีความเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก จึงได้ร้องไห้และเดินทางกลับบ้าน เพื่อจะไปให้ญาติพี่น้อง พ่อ แม่ทราบ เมื่อถึงบ้านก็ได้เล่าเรื่องดังกล่าวให้บิดา มารดา และญาติ พี่ น้อง ฟัง แต่ครั้นอยู่มาได้ครบ 7 วัน สามเณรก็หาได้ตายไม่ พระสารีบุตรได้ทรงทราบ จึงจวนจะทำการเผาตำราทิ้งอยู่แล้ว สามเณรองค์นั้นได้เล่าให้ท่านฟังว่าในขณะเดินทางกลับบ้านไปตามถนน ซึ่งมีลำธารเล็ก ๆ อยู่ข้างถนนได้พบปลาเล็ก ๆ อยู่จำนวนมาก ที่จะต้องตายเพราะจะต้องขาดน้ำ ซึ่งกำลังจะแห้งขอดลง สามเณรจึงได้เอาบาตรที่มีอยู่ตักเอาปลาเหล่านั้นจำนวนมาก ไปปล่อยลงในลำห้วยใหญ่ข้างหน้า ครั้นปล่อยปลาไปหมดแล้วก็ได้รีบเดินทางกลับบ้าน ก็ไปพบเก้งซึ่งถูกบ่วงแร้วของนายพรานที่ดักไว้ จึงได้ทำการปล่อยเก้งตัวนั้นอีก จนถึงบ้านก็ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดจนคำทำนาย ของพระอาจารย์ สารีบุตร ให้บิดา มารดา ญาติพี่น้องฟังซึ่งทุกคนได้โศกเศร้าเสียใจมาก ต่างรอจนครบ 7 วัน สามเณรองค์นั้นก็หาได้ถึงแก่ความตายไม่ จึงเดินทางกลับวัดเพื่อไปเฝ้าพระสารีบุตร และรายงานเรื่องต่าง ๆ ให้ท่านทราบเรื่องดังกล่าวจึงเล่าต่อกันมา ทำให้ประชาชนได้รับทราบ และเอาเป็นอุทาหรณ์ต่อ ๆ กันมาว่า การโปรดสัตว์ต่าง ๆ ที่ใกล้จะตายให้พ้นจากความตาย จะทำให้ผู้นั้นอายุยืนยาวได้ เมื่อได้ทราบเรื่องราวต่าง ๆ ที่สามเณรได้เล่าให้ตาย ให้พ้นจากความตาย จะทำให้ผู้นั้นอายุยืนได้ เมื่อทราบเรื่องราวต่าง ๆ ที่สามเณรได้เล่าให้ฟังจึงทรงเห็นว่า เป็นบุญกรรมอย่างใหญ่หลวง ที่ทำให้พ้นจากความตาย จากตำนานของชาวเมืองเหนือของเรา เราจึงนิยมชมชอบการสืบชะตาจนถึงวันนี้ การสืบชะตาจึงควรทำเมื่อถึงทำบุญวันเกิด วันได้ยศถาบรรดาศักดิ์ วันขึ้นบ้านใหม่หรือเมื่อไปอยู่ที่ไหนเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่สบายหรือเกิดเรื่องอกุศลใด ๆ เกิดขึ้น ก็มักจะทำการสืบชะตา การสืบชะตามักจะทำกันในห้องโถงกว้าง ๆ เพราะจำเป็นจะต้องใช้เนื้อที่กว้าง ทั้งนี้ เพราะการสืบชะตาต้องมีเครื่องประกอบพิธีมากมาย มีอุปกรณ์หลายอย่างเช่น กระบอกน้ำ 108 หรือบางครั้งใช้เท่าอายุ ไม้ค้ำ 3 ต้น ช่อตุงเล็ก 108 ฝ้าย ค่าคิง เท่าตัวผู้สืบชะตา กล้ามะพร้าว 1 ต้น, กล้วยดิบ 1 เครือ, เสื่อ 1 ผืน, หมอน 1 ใบ หม้อใหม่ 2 ใบ (หม้อเงิน, หม้อทอง), กระบอกทราย 108 หรือบางครั้งเท่าอายุ, บันใดชะตา 1 อัน, ลวดเงิน 8 เส้น, ลวดทอง 4 เส้น บางครั้งเท่าอายุ, หมากพลูผูกกับเส้นด้าย, ธงยาวเท่าตัว 1 ผืน, ด้ายสายสิญจน์ผูกสืบชะตา 1 กลุ่ม, บาตรน้ำมนต์, ลูกปลาสำหรับปล่อยเท่าอายุ, นกหรือหอย, พานบายศรี 1 สำรับ ในวันทำพิธีนิมนต์พระสงฆ์ 9 รูป หรือมากกว่านั้นมาพร้อมกัน แล้วเจ้าภาพจุดเทียนบูชาพระรัตนตรัย จัดให้มีเทศน์ 1 กัณฑ์ ผู้สืบชะตาต้องจุดเทียนน้ำมนต์ การเทศน์นั้นจะเทศน์สาราการิ, คัมภีร์สิริโลกวุฒิ เป็นต้นหลังเทศน์จบ มีการผูกมือผู้สืบชะตา พระสงฆ์จะพรมน้ำมนต์พระพุทธมนต์ เจ้าภาพถวายเครื่องไทยทาน แก่พระสงฆ์เป็นเสร็จพิธี
จะเห็นได้ว่า พิธีสืบชะตานี้ จะทำโดยละเอียดมากตลอดจนเครื่องสังเวยต่าง ๆ จึงต้องใช้สถานที่กว้าง ๆ เช่น เดิ๋น ศาลา วิหารวัด ที่โล่ง ๆ เพราะนอกจากเครื่องสังเวยต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว ยังจะมีพี่น้องมาร่วมพิธีจำนวนมาก บางแห่งต้องนิมนต์พระมาฉันเพลด้วย บรรดาแขกก็จะรับประทานอาหารร่วมกัน นับได้ว่า เป็นการทำบุญใหญ่ครั้งหนึ่ง ปัจจุบันข้าพเจ้าได้โอกาสไปดูสถานที่สืบชะตาถาวรที่วัดท่าสะต๋อย ตำบลท่าศาลา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เห็นว่าเป็นการสะดวกต่อผู้ที่มาทำบุญสืบชะตามาก เพียงแต่ท่านมีประสงค์จะสืบชะตา ท่านก็ติดต่อกับเจ้าอาวาสวัด ท่านจะได้แนะนำเพิ่มเติมอีกหลายอย่าง เพื่อการสะดวกในการทำพิธี ตลอดจนเครื่องใช้ต่าง ๆ จนถึงเครื่องไทยทานพระสงฆ์ หากเสร็จพิธีการต่าง ๆ เรียบร้อยแล้วขอให้ท่านไปปล่อยนก ปล่อยปลาได้ที่วัดไชยมงคล ซึ่งอยู่คนละฟากตรงข้ามวัดท่าสะต๋อย โดยท่านต้องข้ามสะพานนวรัฐ แล้วมุ่งสู่ถนนช้างคลานของลำน้ำปิง ไปเลี้ยวซ้ายที่ข้างวัดศรีดอนไชยไปทางทิศตะวันออก แล้วเข้าสู่ถนนเจริญประเทศไปทางทิศใต้อีกประมาณ 400 เมตร ก็จะถึงประตูวัดไชยมงคลให้ท่านตรงไปจนถึงลำน้ำปิง ท่านจะพบคนขายนก ขายปลา ต่างๆ เช่น นกเขาใหญ่, นกกระจาบ, นกผีด, ส่วนปลาก็จะมี เช่น ปลาหมอ, ปลาดุก, ปลาช่อน, หอย, เต่า มีทั้งปลาไหล ฯลฯ ราคาไม่แพงนัก ท่านซื้อแล้วก็ปล่อยลงน้ำปิง มีบันไดลงไปปล่อยสบายมาก ปลาที่ปล่อยก็ว่ายอยู่แถวนั้น เพราะพระท่านห้ามจับ และมีอาหารปลาจำหน่ายด้วย จึงเล่าย่อ ๆ ให้ฟังตามที่ได้พบเห็นมา

.
โดย จรีย์ สุนทรสิงห์
—————————————
“อักษรแห่งภาษาแม่ของชาวล้านนา
เป็นมรดกอันล้ำค่าทางอักษรศาสตร์ เป็นศาสตร์อันสูงสุดของชาวล้านนา“
ความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งแห่งชนชาติและเผ่าพันธุ์ของมนุษยชาติ คือการที่มีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตนเอง
การ เรียนรู้ที่จะพูด – เขียน รวมถึงการทำความเข้าใจในความลึกซึ้งของภาษาไม่ใช่เรื่อง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาษากวี หรือภาษาที่ใช้ในการประพันธ์ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง
ล้านนา คือดินแดนภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ๘ จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา และแม่ฮ่องสอน มีภาษาล้านนาเป็นภาษาของตนเอง ใช้ในการพูดและเขียนมาแต่อดีตนับหลายร้อยปี
ภาษาล้านนา หมายรวมทั้ง ภาษาเขียน (ตั๋วเมือง) และภาษาพูด (กำเมือง) นอกจากจะใช้ใน ๘ จังหวัดภาคเหนือแล้ว ยังมีผู้ใช้ภาษาล้านนาในบางท้องที่ของจังหวัดอุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย สระบุรี ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น นครเชียงตุง (เมียนม่าร์) สิบสองปันนา (จีน) และอีกหลายแห่งในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แม้จะมีสำเนียงพูดผิดเพี้ยนกันไปบ้าง ตัวอักษรแตกต่างกันไปบ้างเล็กน้อย แต่ก็สามารถสื่อสารกันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะภาษาเขียนที่ใช้ในนครเชียงตุง ที่เรียกว่า ตั๋วขึน ทั้งลักษณะของตัวอักษร และอักขรวิธีเหมือนกับ ตั๋วเมือง ที่ใช้ในภาคเหนือของไทย อักษรล้านนา (ตั๋ว เมือง) ถือได้ว่าเป็นอักษรแห่งภาษาแม่ของชาวล้านนา เป็นมรดกอันล้ำค่าทางอักษรศาสตร์ เป็นศาสตร์อันสูงสุดของชาวล้านนา เป็นภูมิปัญญาของนักปราชญ์ชาวล้านนา เป็นอักษรแห่งมนต์ขลัง ถือกันมาว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ ควรแก่การรับรองพระพุทธพจน์ จึงเป็นอักษรที่ใช้เกี่ยวกับพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา ใช้ในการจารพระไตรปิฎก คัมภีร์ใบลาน ธรรมชาดก บทสวดมนต์ พงศาวดาร ตำนาน ศิลาจารึก โหราศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ตำรายาสมุนไพร วรรณกรรมล้านนา ตลอดถึงคติ คำสอนต่างๆ และที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่ง คือตำราไสยศาสตร์ เลขยันต์ คาถาเวทย์มนต์ต่างๆ ที่คนล้านนาถือว่าขลังมาแต่โบราณกาล (more…)


โดย บพิตร วิทยาวิโรจน์
——————————
พม่า…ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่ปิดตัวเองมาเป็นเวลานาน ปัจจุบันพม่าเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวให้เข้าไปสัมผัสกับศิลปะล้ำค่า วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงาม รวมไปถึง ศาสนาพุทธที่เคร่งครัด ในภูมิภาคอินโดจีนด้วยกันถือว่าชนชาติที่เก่าแก่ที่สุดคือมอญ, เขมรและขอม ซึ่งอารยธรรมมอญนั้น เราจะพบได้ในบางส่วนของไทยและเห็นได้อย่างชัดเจนที่…พม่า
ประเทศพม่ามีอายุกว่าสองพันปี ชาวพม่าส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธมาตั้งแต่สมัยโบราณ พม่าจึงมีมรดกเป็นวัดและพระเจดีย์ต่าง ๆ มากมาย ให้เรากราบไหว้บูชา นั่งสมาธิอย่างสงบสบายใจ เด็กพม่าถูกสอนให้เข้าวัดตั้งแต่เล็ก ในขณะที่เด็กวัยเดียวกันในประเทศอื่น ๆ เติบโตท่ามกลางแสงสีของเมืองใหญ่ เพลิดเพลินไปกับเกมคอมพิวเตอร์ เด็กพม่ามักจะใช้เวลาในวันหยุด นั่งสมาธิอย่างสงบอยู่ในพระเจดีย์ละแวกบ้าน ถ้าเป็นคนรุ่นหนุ่มสาว สถานที่พบปะก็มิใช่ตามห้างสรรพสินค้าอย่างเช่นที่อื่น หากแต่เป็นการชักชวนกันไปนั่งสวดมนต์ทำสมาธิที่วัด เป็นภาพที่น่าชื่นชมยิ่ง (more…)


โดย ดร.พูนชัย ปันธิยะ
———————————
สิบสองเป็ง คือ อะไร ? สิบสองเป็ง หรือประเพณีเดือน 12 เพ็ง หมายถึงการทำบุญในวันเพ็ญเดือนสิบสอง ของชาวไทยล้านนา หากจะนับเดือนของภาคกลางก็ตรงกับเดือนสิบเพ็ญ หรือเดือนสิบขึ้น15 ค่ำ ความจริงเรื่องนี้ชาวไทยทุกภาคก็มีประเพณีทำบุญ ความหมายลักษณะนี้เหมือนกัน แต่อาจจะเรียกชื่อ ต่างกัน เช่น ภาคใต้ ชื่อ ประเพณีชิงเปรต วัตถุประสงค์ก็ คือ การทำบุญอุทิศให้กับญาติพี่น้องผู้ล่วงลับไปแล้วนั้น มีความเชื่อว่าญาติพี่น้องหรือบรรพบุรุษจะรับส่วนบุญกุศลที่ลูกหลานญาติพี่น้องได้ทำบุญไปให้ คนล้านนาเชื่อว่าวันนี้เป็นที่ ยมบาล ปล่อยเปรต ปล่อยผี ออกจากนรกที่ไม่เคยได้รับส่วนบุญกุศลก็จะมารับได้ในวันนี้.ซึ่งประเพณีนี้ชาวไทยโดยทั่วไปเรียกว่าประเพณี สารท (more…)


การบูชาธาตุ ๔
ผศ.จินตนา มัธยมบุรุษ
ความนำ
ผู้เขียนเคยไปเยือนนครเชียงตุง ประเทศเมียร์มาร์หลายครั้ง แต่ละครั้งที่ไปก็พยายามหาโอกาสไปนมัสการครูบาวัดพระสิงห์ ด้วยสนใจที่วัดนี้มักจะมีพิธีกรรมเกี่ยวกับชีวิตหลายอย่างหลายประการ รวมทั้งการรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยตำราโบราณของเชียงตุง เช่น ปวดกระดูก ปวดกล้ามเนื้อ เป็นการรักษาทางกายในส่วนที่เกี่ยวกับความเชื่อ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความสบายใจด้วยพิธีสงเคราะห์ส่งนาม บูชาพระราหู และบูชาธาตุ ๔ ฯลฯ เมื่อกลับจากเชียงตุงแต่ละครั้ง ก็มาพิเคราะห์ในการจัดพิธีกรรมอันเกี่ยวกับชีวิต ซึ่งชาวเชียงตุงจะมีความเชื่อและประพฤติปฏิบัติเป็นนิจ เราจะพบชาวเชียงตุงมามนัสการครูบา ขอให้ช่วยทำพิธีต่างๆ ตามแต่ความทุกข์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งการดูดวงชะตาความเชื่อและศรัทธา ทำให้ได้ผลตามความมุ่งหมาย โดยเฉพาะการบูชาธาตุ ๔ ที่ชาวเชียงตุงจะเรียกว่า ธาตุเลปา จะถือเป็นประเพณีที่จัดทำในช่วงกลางพรรษา เพราะถือว่าเมื่อทำแล้ว จะช่วยสืบต่ออายุ ลดเคราะห์ มีความเป็นสิริมงคลต่อตนเอง การบูชาธาตุ ๔ มักไม่ใคร่พบเห็นในประเทศเรา และในช่วงต้นตุลาคม ได้เดินทางไปเมืองหมอกสามฤดู (จังหวัดแม่ฮ่องสอน) ได้ไปนมัสการพระธาตุดอยกองมู ซึ่งถือเป็น วัดสำคัญของเมืองแม่ฮ่องสอน ได้พบเจ้าหน้าที่ของวัดจำหน่ายเครื่องบูชาธาตุ ๔ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจ (more…)


สัมพันธ์สมสมัย ในภูมิปัญญาประเพณีสิบสองเป็ง
พระครูพิพิธสุตาทร (พระมหา ดร.บุญช่วย สิรินธโร)
รองอธิการบดีวิทยาเขตเชียงใหม่
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่
ล้านนาเป็นดินแดนที่มีประเพณีและวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง และเป็นประเพณีที่มีรากฐานความคิดมาจากพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญ โดยตลอดปีจะมีประเพณีที่คนล้านนาถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดสืบเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน ประเพณีของคนล้านนานี้มีปฏิบัติทุกเดือน และบางเดือนอาจมีประเพณีที่ต้องปฏิบัติมากกว่า ๑ ประเพณี
สิ่งที่คนล้านนาถือปฏิบัติจนเป็นประเพณีนั้น ล้วนแต่เป็นสิ่งที่แสดงออกซึ่งความละเอียดรอบคอบของคนล้านนาในการปฏิบัติตามหลักการของพระพุทธศาสนา เพราะสิ่งที่ถือปฏิบัติหลายอย่างเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความดีงามแห่งตน หลายอย่างเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความดีงามของสังคมโดยรวม และหลายอย่างก็เป็นไปเพื่อเป้าหมายสูงสุดกล่าวคือการบรรลุธรรมขั้นสูงสุดตามหลักพระพุทธศาสนา ตัวอย่างเช่น การมีประเพณีขึ้นพระธาตุในเดือน ๘ (เหนือ) ของทุกปี ช่วยให้คนล้านนาได้ระลึกถึงพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อชักนำจิตของตนให้น้อมไปสู่วิถีแห่งพุทธะซึ่งเป็นความดีงามแห่งตน การมีประเพณีเข้าอินทขิลในเดือน ๙ (เหนือ) ของทุกปี ช่วยให้คนล้านนาได้ตรวจสอบภารกิจของตนที่มีต่อสังคม เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวในสังคม หากแต่ได้อยู่ร่วมกับคนอื่น ๆ ในสังคม ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างสำนึกการมีบทบาทสร้างสรรค์สังคมของแต่ละบุคคล และการมีประเพณีนอนวัดจำศีลในเดือน ๑๐ (เหนือ) ของทุกปี ช่วยให้คนล้านนาได้ใช้ช่วงเวลาในฤดูฝนได้ฝึกฝนพัฒนาตนเพื่อขัดเกลาจิตใจให้เข้าถึงภาวะแห่งอิสรภาพขั้นสูงสุด ที่บุคคลอาจสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นภายในจิตใจของตนตามหลักการแห่งพระพุทธศาสนา (more…)


ตำนานประวัติความเป็นมาของคาถาชินบัญชร
โดย ศรีเลา เกษพรหม
สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
——————————————————
คาถาชินบัญชร เป็นคาถาที่นิยมสวดและนับถือกันทั่วไปในเมืองไทย ในพม่า และในประเทศศรีลังกา ในเมืองไทยนั้นเป็นที่รู้จักของคนโดยทั่วไป แต่ยังไม่มีใครทราบแน่ชัดว่า คาถานี้แต่งขึ้นที่ใด ใครเป็นคนแต่ง บางท่านก็ว่าแต่งโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรํสี) วัดระฆังโฆสิตาราม เพราะทราบว่าท่านใช้สวดประจำ บางท่านก็ว่าแต่งโดยพระเถระชาวเชียงใหม่รูปหนึ่งไม่ปรากฏชื่อ
พระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงได้ตรวจชำระคาถาชินบัญชรแล้วให้พิมพ์แจกเป็นธรรมทานในการบำเพ็ญกุศลคล้ายวันเกิดเมื่อ พ.ศ.2518 และทรงสนพระทัยความเป็นมาของคาถานี้มาก จึงได้ทรงสืบเสาะเรื่องนี้ และได้สรุปตามหลักฐานเท่าที่มีในครั้งนั้นว่า คาถาชินบัญชรนี้พระเถรชาวเชียงใหม่รูปหนึ่งเป็นผู้แต่งเมื่อ 400 ปีเศษมาแล้ว (more…)


คำกล่าวในการทำพิธีสู่ขวัญ และคำกล่าวสระเกล้าดำหัวเจ้าเมืองเชียงใหม่
โดย ศรีเลา เกษพรหม
สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พ.ศ. 2550
การทำพิธีบายศรีสู่ขวัญเจ้าเมืองเชียงใหม่ จะกระทำเมื่อขึ้นเป็นเจ้าเมือง และต่อมาเมื่อรวมล้านนาเป็นส่วนหนึ่งของสยามแล้ว เมื่อได้รับพระราชทานชั้นยศจากกษัตริย์กรุงเทพฯ มีการฉลองเสกส้อมย้อมยศ จะมีพิธีบายศรีสู่ขวัญ อุปกรณ์ทำพิธีประกอบด้วยพานบายศรี คนล้านนาเรียก “ขันผูกมือ” มีหัวหมู มีไก่ต้ม มีข้าวสุก มีขนมและผลไม้ต่าง ๆ เมื่อยกเครื่องบายศรีตั้งตรงหน้าแล้วจึงยกประเคนให้เจ้าเมือง จากนั้นอาจารย์ผู้มีอาวุโสจะกล่าวคำโอกาสเรียกขวัญ ซึ่งในสมัยโบราณเรียกว่า “คำน้อมขวัญเจ้าเมือง”
คำโอกาสกล่าวในการน้อมขวัญ ซึ่งบันทึกไว้ในพับหนังสา เป็นคำร้อยแก้ว สำหรับภาษาที่ใช้กล่าวมีทั้งภาษาบาลี ภาษาไทยยวน บางส่วนเป็นคำราชาศัพท์ ซึ่งแสดงว่าถึงแม้เชียงใหม่จะขึ้นต่อกรุงเทพฯ และถือว่ากษัตริย์เป็นกษัตริย์ใหญ่ แต่ก็ยังถือว่าเจ้าเมืองเชียงใหม่เป็นเชื้อพระวงศ์สืบสายมา จึงใช้คำราชาศัพท์ให้คล้ายกันกับที่ใช้กับกษัตริย์กรุงเทพฯ แต่ข้าพเจ้าไม่รู้ภาษาบาลี จึงขอสะกดตามที่เขียนไว้ในพับหนังสา เมื่อท่านผู้รู้ได้อ่านกรุณาแก้ภาษาให้ด้วย (more…)


นกหัสดีลิงค์
โดย : จรีย์ สุนทรสิงห์
กรรมการบริหารสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่
หิมพานต์ เป็นชื่อป่าหนาวรอบบริเวณภูเขาใหญ่ที่อยู่ทางทิศเหนือของประเทศอินเดีย บัดนี้เรียกภูเขาหิมาลัย อยู่ในอาณาเขตประเทศเนปาล เรียก หิมวันต์ หิมวา ก็มี
สัตว์หิมพานต์ หมายถึงบรรดาสัตว์ทั้งหลายที่อาศัยอยู่บริเวณรอบๆ ภูเขาหิมาลัย อันมีภูมิประเทศหนาวเย็น ปกคลุมด้วยหิมะ สัตว์หิมพานต์ที่จะกล่าวถึงในที่นี้เป็นสัตว์ในนิยาย เป็นสัตว์ในจินตนาการที่ปรากฏในตำนานหรือชาดกต่างๆ ซึ่งไม่มีใครเคยเห็นตัวจริงว่ามีลักษณะรูปร่างเป็นอย่างไร ตัวเล็ก ตัวโต ขนาดใด เพียงแต่เล่าสืบต่อกันมา สัตว์หิมพานต์ ที่มีหัวเป็นช้าง มีงวง มีงา มีหลายชนิดได้แก่ กรินทร์ปักษา, คชสีห์, คชปักษา, สินธพกุญชร, และหัสดีลิงค์ คุณทิว วิชัยขัทคะ นำข้อความในสารสมเด็จ ฉบับวันที่ 10 ธันวาคม 2483 ที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ทูลสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริสรานิวัติวงศ์ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยนิวส์ ฉบับประจำวันที่ 30 พฤษภาคม 2531 ว่า (more…)
