
ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 7 (เมษายน-พฤษภาคม)
ประเพณีขึ้นธาตุเจดีย์
—————————-
1. ชื่อ ประเพณีเป็กข์ตุ๊บวชพระ
คำว่า เป็กข์ มาจากภาษาบาลีว่า อุปสมฺปทาเปกฺข หมายถึง การอุปสมบทพระภิกษุ
คำว่า ตุ๊ มาจากคำว่า สวาธุเจ้า ทางไทเขินและล้านนาใช้เป็นคำเรียกขานพระสงฆ์หรือพระภิกษุ
ดังนั้น คำว่า เป็กข์ตุ๊ หมายถึง การอุปสมบทพระภิกษุ
ส่วนคำว่า บวช มาจากภาษาบาลีว่า ปวช หมายถึง การเว้นจากการเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นให้ลำบาก ภาษาไทยนำมาใช้ในคำว่า บรรพชา ซึ่งมาจากภาษาบาลีว่า ปพฺพชฺช หมายถึง การบวช
ส่วนคำว่า พระ ทางไทเขินและล้านนาใช้เป็นคำเรียกขาน สามเณร
ดังนั้นคำว่า บวชพระ จึงหมายถึงการบวชสามเณร
ประเพณีเป็กข์ตุ๊บวชพระ จึงหมายถึงประเพณีการอุปสมบทพระภิกษุและการบรรพชาสามเณร
2. ระยะเวลา
ประเพณีเป็กข์ตุ๊บวชพระของชาวไทเขิน นครเชียงตุง นิยมจัดในเดือน 7 (ประมาณเดือน เมษายน – พฤษภาคม) ของแต่ละปี แต่ในบางเดือนก็จัดให้มีการเป็กข์ตุ๊บวชพระด้วยเช่นกัน เช่น เดือน 4 เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเจ้าภาพ ยกเว้นช่วงเข้าพรรษาจะไม่มีการเป็กข์ตุ๊บวชพระ โดยทั่วไปจะกำหนดจัดงาน 2 วัน คือ วันดาหรือวันเตรียมงานและวันทำพิธีบรรพชาอุปสมบท (more…)


ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 7 (เมษายน-พฤษภาคม)
ประเพณีขึ้นธาตุเจดีย์
—————————-
1. ชื่อ ประเพณีขึ้นธาตุเจดีย์
ประเพณีขึ้นธาตุเจดีย์ หมายถึงการทำบุญอบรมสมโภชพระธาตุหรือเจดีย์ อันเป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพและความศรัทธาในพระรัตนตรัยตลอดถึงการสั่งสมบุญบารมีของผู้เข้าร่วมประเพณีด้วย ตรงกับคำว่า ประเพณีสรงน้ำพระธาตุของล้านนา
2. ระยะเวลา
วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ของแต่ละปี (ประมาณเดือน เมษายน – พฤษภาคม สำนวนไทเขินเรียกว่า เดือน 7 เปียง สำนวนล้านนาเรียกว่า เดือน 7 เป็ง คำว่า เปียง หรือ เป็ง หมายถึง เพ็ญ หรือ วันเพ็ญ ซึ่งเป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวง) บางวัดถ้าจัดงานใหญ่ เช่น มีการอบรมสมโภชพระพุทธรูป เป็นต้น ก็จะจัดงาน 2 วัน ตั้งแต่วัน 14 – 15 ค่ำ แต่ถ้าจัดงานไม่ใหญ่นักก็จะจัดในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เพียงวันเดียว (more…)


อ้างอิงจาก ล้านนา หรือ ลานนา ?
ข้อถกเถียงนี้ เกิดจากในอดีตธรรมเนียมการเขียนไม่เคร่งครัดการใส่วรรณยุกต์ คัมภีร์ใบลานจำนวนมากจึงมีทั้งคำ “ล้านนา” และ “ลานนา” ปรากฏอยู่ มีหลักฐานว่าในภายหลัง คือช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑ อักษรธรรมล้านนาจึงมีรูปวรรณยุกต์ อย่างไรก็ตามผู้คนในช่วงนั้นยังคงเคยชินกับการใส่หรือไม่ใส่วรรณยุกต์ก็ได้ จึงเป็นที่เข้าใจกันว่า ธรรมเนียมการเขียนแบบไม่ต้องกำกับวรรณยุกต์โท แต่ให้อ่านออกเสียงแบบวรรณยุกต์โทกำกับ ธรรมเนียมนี้มีสืบมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ล้านนา มีศัพท์ที่มีภาษาบาลีกำกับ โดยสืบพบจากท้ายคัมภีร์ใบลานจากเมืองน่านและที่อื่นๆ อีก จำนวนไม่น้อยกว่า ๕๐ แห่ง ในภาษาบาลีว่า “ทสลกฺขเขตฺตนคร อ่านว่า (ทะ-สะ-ลัก-ขะ-เขต-ตะ-นะ-คอน) แปลความได้ว่า “เมืองสิบแสนนา หมายถึงดินแดนที่มีจำนวนที่นานับล้าน เป็นคำคู่กับเมืองหลวงพระบางที่ชื่ออาณาจักร”ล้านช้าง” คือดินแดนที่มีช้างนับล้านตัว หรือช้างร้อยหมื่น
ตั้งแต่ พ.ศ ๒๕๑๐ เป็นต้นมา ในหมู่นักวิชาการระดับสูงจำนวนหนึ่งพบคำว่า “ล้านนา” เป็นคำที่ถูกต้องแล้ว และชัดเจนมากขึ้นเมื่อ ดร.ฮันส์ เพนธ์เสนอบทความใน พ.ศ.๒๕๒๓ ยืนยันการพบคำล้านนาในศิลาจารึกวัดเชียงสา ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ได้ตรวจสอบศิลาจารึกดังกล่าวแล้วเห็นว่า มีคำ “ล้านนา” คู่กับคำว่า”ล้านช้าง”จริง จึงเสนอให้ใช้คำ”ล้านนา” แทนคำ “ลานนา” ใน พ.ศ.๒๕๒๖ ความเห็นนี้สอดคล้องกับนักวิชาการในจังหวัดเชียงใหม่ที่เสนอให้ใช้”ล้านนา ไทย” เป็นชื่อหนังสืออนุสรณ์พระราชพิธีเปิด พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ที่เชียงใหม่ พ.ศ.๒๕๒๖-๒๕๒๗ หลังจากนั้นมา คำ “ล้านนา” ก็เป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลาย
อย่างไรก็ตาม ใน ช่วงพ.ศ. ๒๕๓๐ มีการโต้เถียงในเรื่องนี้กันอีกครั้งหนึ่ง และคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยโดยมีศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร เป็นประธานการสอบชำระ ได้ให้ข้อยุติว่า คำ “ล้านนา” เป็นคำที่ถูกต้องแล้ว
ทิว วิชัยขัทคะ
ความเห็นจากอีกท่านหนึ่ง
อาจารย์ธเนศวร์ เจริญเมือง แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายไว้ดังนี้
คนไทยรู้จักอาณาจักรลานนาเป็นเวลานานแล้ว อาณาจักรแห่งนี้รุ่งเรืองในยุคเดียวกันกับอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยาตอนต้นและตอนกลาง อาณาจักรลานนามีบริเวณที่ตั้งอยู่ในดินแดน ๘ จังหวัดของภาคเหนือตอนบนของไทยในปัจจุบัน ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน ในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา นักวิชาการไทยได้ตื่นตัวหันมาสนใจศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและปัญหาท้องถิ่นในปัจจุบันมากขึ้น ผลพวงอันหนึ่งของการศึกษาก็คือข้อเสนอที่ว่าอาณาจักรลานนานั้นควรจะเรียกเสียใหม่ให้ถูกต้องว่า “อาณาจักรล้านนา” ซึ่งแปลว่า ที่นาจำนวน ๑ ล้าน ด้วยเหตุผลดังนี้ (more…)


แกงฮังเล มี 2 ชนิด คือ แกงฮังเลม่าน และ แกงฮังเลเชียงแสน เชื่อกันว่าเป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลมาจากพม่า สำหรับแกงฮังเลเชียงแสนจะแตกต่างตรงที่มีถั่วฝักยาว มะเขือยาว พริกสด หน่อไม้ดอง งาขาวคั่ว เพิ่มเข้ามา (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, หน้า 490) และใช้เป็นส่วนผสมของแกงโฮะ (เทียนชัย สุทธนิล, สัมภาษณ์, 19 มิถุนายน 2550)
ลักษณะของแกง
น้ำแกงจะข้นคล้ายแกงมัสมั่น ใช้เป็นอาหารหลัก บางตำราจะใส่กระท้อนลงในแกง โดยหั่นเป็นชิ้นหนา หรือหั่นสี่เหลี่ยมขนาด 1 นิ้ว หรือบางตำราจะใส่สันปะรดหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม 1×1 นิ้ว แกงฮังเลเป็นแกงของพม่า แพร่หลายเข้ามาทางภาคเหนือ พม่าเจ้าของตำรับจะรับประทานแกงฮังเลกับกล้วยไข่ (more…)


สะแล เป็นพืชชนิดหนึ่งในจำนวนพืชผักพื้นบ้านของภาคเหนือ มีรสชาดอร่อยถูกปากคนทั่วไป แต่จะออกดอกปีละครั้งเท่านั้นจึงมีราคาแพงมาก ปัจจุบันเป็นที่นิยมเฉพาะผู้ใหญ่ ส่วนเด็กและเยาวชนมักไม่ค่อยรู้จัก เนื่องจากกระแสบริโภคนิยมของสังคมที่เปลี่ยนไป หากไม่มีการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการอนุรักษ์ พืชพื้นบ้านเหล่านี้อาจจะถูกลืมเลือนไปจากความทรงจำและกลายเป็นวัชพืชไปในที่สุด
สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนกาวิละวิทยาลัย ได้เลือกทำการศึกษาพืชพื้นบ้าน “ สะแล ” เนื่องจากเป็นพืชที่น่าสนใจ และต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนเกิด ความตระหนักในการอนุรักษ์พันธุ์พืชพื้นบ้านเหล่านี้ โดยการบูรณาการในรายวิชาต่างๆ ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย ครู-อาจารย์และนักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในการศึกษาเรื่องของพืชพื้นบ้าน “ สะแล ” สำหรับวิธีการศึกษาองค์ความรู้เรื่องของพืชพื้นบ้าน “ สะแล ”โดยสรุปแบ่งได้เป็น 3 ด้าน คือ (more…)
