
การลอยโคม เป็นประเพณีพื้นบ้านในวันเพ็ญเดือนสิบสอง ที่ชาวบ้านทางภาคเหนือและภาคอีสานนิยมทำกัน ถือเป็นการปล่อยเคราะห์ ปล่อยโศกและเรื่องร้ายๆ ต่างๆ ให้ไปพ้นจากตัว ความหมายของโคม (สำหรับลอย) ที่ทราบมาพบเห็นอยู่สองความหมาย
- โคมลอย หมายถึงประทีปที่จุดไฟแล้ววางบนกระทงและปล่อยให้ลอยไปตามสายน้ำ
- โคมลอย ที่มีลักษณะเป็นลูกโป่งขนาดใหญ่ทำด้วยกระดาษบางเบาที่ปล่อยให้ลอยไปบนฟากฟ้าโดยใช้ควันไฟ
การลอยโคม
“โคมลอย” ในแง่โคมที่ลอยฟ้านั้น พบใน หนังสืออักขราภิธานศรับท์ Dictionary of the Siamese Language by Dr.B.Bradley Bangkok 1873 หรือพจนานุกรมภาษาสยามที่ ดร.แดน บีช แบรดเลย์ จัดพิมพ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๖ โดยกล่าวว่า “โคมลอย, คือประทีปเครื่องสำหรับจุดไฟในนั้นให้สว่าง, แล้วควันไฟก็กลุ้ม อบ อยู่ในนั้น, ภาโคมให้ลอยขึ้นไปได้,บนอากาศ.”(น.๑๐๕) คำอธิบายดังกล่าวนี้สอดคล้องกับพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ที่ว่า “ โคมลอย น. ชื่อเครื่องตามไฟชนิดหนึ่งที่จุดไฟแล้วปล่อยให้ลอยไปในอากาศ.” (more…)

.
โดย จรีย์ สุนทรสิงห์
—————————————
“อักษรแห่งภาษาแม่ของชาวล้านนา
เป็นมรดกอันล้ำค่าทางอักษรศาสตร์ เป็นศาสตร์อันสูงสุดของชาวล้านนา“
ความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งแห่งชนชาติและเผ่าพันธุ์ของมนุษยชาติ คือการที่มีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตนเอง
การ เรียนรู้ที่จะพูด – เขียน รวมถึงการทำความเข้าใจในความลึกซึ้งของภาษาไม่ใช่เรื่อง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาษากวี หรือภาษาที่ใช้ในการประพันธ์ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง
ล้านนา คือดินแดนภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ๘ จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา และแม่ฮ่องสอน มีภาษาล้านนาเป็นภาษาของตนเอง ใช้ในการพูดและเขียนมาแต่อดีตนับหลายร้อยปี
ภาษาล้านนา หมายรวมทั้ง ภาษาเขียน (ตั๋วเมือง) และภาษาพูด (กำเมือง) นอกจากจะใช้ใน ๘ จังหวัดภาคเหนือแล้ว ยังมีผู้ใช้ภาษาล้านนาในบางท้องที่ของจังหวัดอุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย สระบุรี ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น นครเชียงตุง (เมียนม่าร์) สิบสองปันนา (จีน) และอีกหลายแห่งในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แม้จะมีสำเนียงพูดผิดเพี้ยนกันไปบ้าง ตัวอักษรแตกต่างกันไปบ้างเล็กน้อย แต่ก็สามารถสื่อสารกันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะภาษาเขียนที่ใช้ในนครเชียงตุง ที่เรียกว่า ตั๋วขึน ทั้งลักษณะของตัวอักษร และอักขรวิธีเหมือนกับ ตั๋วเมือง ที่ใช้ในภาคเหนือของไทย อักษรล้านนา (ตั๋ว เมือง) ถือได้ว่าเป็นอักษรแห่งภาษาแม่ของชาวล้านนา เป็นมรดกอันล้ำค่าทางอักษรศาสตร์ เป็นศาสตร์อันสูงสุดของชาวล้านนา เป็นภูมิปัญญาของนักปราชญ์ชาวล้านนา เป็นอักษรแห่งมนต์ขลัง ถือกันมาว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ ควรแก่การรับรองพระพุทธพจน์ จึงเป็นอักษรที่ใช้เกี่ยวกับพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา ใช้ในการจารพระไตรปิฎก คัมภีร์ใบลาน ธรรมชาดก บทสวดมนต์ พงศาวดาร ตำนาน ศิลาจารึก โหราศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ตำรายาสมุนไพร วรรณกรรมล้านนา ตลอดถึงคติ คำสอนต่างๆ และที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่ง คือตำราไสยศาสตร์ เลขยันต์ คาถาเวทย์มนต์ต่างๆ ที่คนล้านนาถือว่าขลังมาแต่โบราณกาล (more…)


คั่วผำ และ ยำเตา
อาหารทีจะขอแนะนำในฉบับนี้ เป็นการนำภูมิปัญญาชาวบ้าน ในชนบทมาใช้เพื่อการเลี้ยงชีพ ที่สามารถนำเอาสาหร่าย หรือสิ่งมีชีวิตใกล้ตัวมาทำเป็นอาหารได้อย่างน่าทึ่งได้มีการนำเอาสาหร่ายสีเขียว ลักษณะเป็นเส้นชื่อ Spirogyra spp. หรือ เตา หรือ เทาน้ำ มาเป็นอาหารหรือที่ชาวบ้านเรียกกัน “ยำเตา” เตา หรือ เทาน้ำ เป็นพืช ตระกูลสาหร่าย เป็นสิ่งมีชีวิตตั้งแต่ขนาดเล็กๆ เพียงเซลล์เดียวไปจนถึงขนาดใหญ่โตลอยเป็นแพอยู่ในน้ำ สามารถสังเคราะห์แสงเองได้ จึงดำรงชีวิตคล้ายพืช มีอยู่ทั่วไปแหล่งที่ขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นท้องนาหรือน้ำไหลเอื่อยๆ เตาจะขึ้นอยู่เป็นกระจุกหรือเป็นแพสีเขียวสด จับดูจะลื่นมือมากเนื่องจากมีสารเมือกหุ้มอยู่นอกผนังเซลล์ นิยมรับประทานกันในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (more…)


พระครูพิพิธสุตาทร (พระมหา ดร.บุญช่วย สิรินธโร)
รองอธิการบดีวิทยาเขตเชียงใหม่
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่
—————————————————-
ในกระแสแห่งสังคมบริโภค (Consumeristic Society) เช่นปัจจุบันนี้ ชาวโลกต่างประสบกับปัญหาอันเนื่องมาจากการบริโภค ทั้งปัญหาทางกาย เช่น การเกิดโรคใหม่ๆ ที่มาจากการบริโภคโดยตรง และปัญหาทางใจ เช่น ความวิตกกังวล ความหวาดระแวง ความท้อแท้สิ้นหวัง ซึ่งสังคมบริโภคได้ใช้วิธีการโฆษณา ชวนเชื่อ ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสารทุกรูปแบบ ด้วยความเชื่อเบื้องลึกที่ว่า “ความอยากของมนุษย์นั้นจะต้องได้รับการตอบสนอง” ในทำนองที่ว่ามนุษย์จะต้องสร้างสุขให้เกิดขึ้นแก่ตนเอง และวิธีการที่จะสร้างสุขที่ได้ผลก็คือ การตอบสนองความอยากให้ได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความอยากเพื่อมีวัตถุมาเสพบริโภค หรือความอยากที่จะให้เกิดความพึงพอใจสูงสุด
วิธีคิดในการสร้างสุขนั้น สนับสนุนความโลภ และเมื่อผู้คนต่างมีความโลภเป็นธรรมในใจ ก็จะนำไปสู่การแย่งชิงทรัพยากรของกันและกัน เอาตัวตนของตนเองเป็นสำคัญ มองไม่เห็นว่าผู้ที่อ่อนแอกว่าจะต้องให้ความช่วยเหลือ เกื้อกูล เอื้อเฟื้อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงเกิดปรากฏการณ์แห่งการทอดทิ้งกัน ปล่อยให้ผู้อ่อนแอต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดด้วยตนเอง ปรากฏการณ์ที่ชัดเจนที่เห็นได้ในโลกปัจจุบันคือ ความยากจน ความอยุติธรรมในสังคม ปัญหาสังคม เช่น ยาเสพติด โสเภณี ความรุนแรง สงคราม การทำลายสิ่งแวดล้อม ความเครียด พฤติกรรมที่เบี่ยงเบน (more…)


ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 6 (มีนาคม-เมษายน)
ประเพณีสังขานต์ปีใหม่
1. ชื่อ ประเพณีสังขานต์ปีใหม่
ประเพณีสังขานต์ปีใหม่ หมายถึง การเริ่มต้นใช้ศักราชใหม่ของชาวเชียงตุงซึ่งนิยมใช้จุลศักราช (จ.ศ.)ในการกำหนดปี แต่ถ้าใช้ตามทางราชการจะใช้คริสตศักราช (ค.ศ.) ตามคติตะวันตก ส่วนพุทธศักราช (พ.ศ.)ก็มีใช้อยู่บ้างแต่ไม่นิยม ประเพณีสังขานต์ปีใหม่ตรงกับคำว่า ประเพณีสงกรานต์ ของชาวไทย ภาคกลาง และ ประเพณีปีใหม่เมือง ของชาวล้านนา
2. ระยะเวลา
ในตำนานพรหมยัญกล่าวว่า เดือนวิสาขะ (เดือน 6) และเดือนวิจิตตรา (เดือน 7) ในระหว่าง 2 เดือนนี้ (ประมาณเดือนมีนาคม-พฤษภาคม) ถ้าหากราศีมีนย้ายเข้าสู่ราศีเมษเมื่อใด เมื่อนั้นก็จะเริ่มศักราชใหม่ หรือเริ่มต้นปีใหม่ทันที ถ้าลิปดาไม่เต็ม 60 องศา พระอาทิตย์ก็ยังไม่ย้าย ราศีก็จะยังไม่ย้ายเช่นกัน ดังนั้นการเริ่มต้นศักราชใหม่ตามตำราพรหมยัญเชื่อว่า พระพรหมได้กำหนดให้เป็นประเพณีสืบมานานแล้วและมีการใช้ตลอดมาตั้งแต่สมัยพระพุทธ เจ้ากกุสันธะ พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ พระพุทธเจ้ากัสสปะ จนมาถึงสมัยพระพุทธเจ้าโคตมะอันเป็นพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันก็ยึดถือเป็นประเพณีสืบมาเช่นกัน
การจัดประเพณีปีใหม่สังขานต์ของชาวไทเขิน นครเชียงตุง บางปีก็จัด 4 วัน บางปีก็จัด 5 วัน
กล่าวคือ (more…)


ประเพณีเมืองเชียงตุง
จากการที่เมืองเชียงตุงมีคติความเชื่อทางพุทธศาสนาผสมผสานกับคติความเชื่อเกี่ยวกับพราหมณ์และคติท้องถิ่น ทำให้เมืองเชียงตุงมีประเพณีที่หลากหลาย การนำเสนอประเพณีเมืองเชียงตุงครั้งนี้ทำให้มองเห็นแนวคิด คติความเชื่อ โลกทัศน์ ตลอดจนถึงวัตถุประสงค์ เครื่องประกอบพิธี กระบวนการประกอบพิธี บทบาทการร่วมพิธีของผู้คนในชุมชน และการปรับเปลี่ยนประเพณีที่เกิดขึ้น
ตารางแสดงประเพณีเมืองเชียงตุง
|
ที่
|
เดือน
|
ประเพณี
|
|
1
|
เดือน หก (มีนาคม-เมษายน) |
ประเพณีสังขานต์ปีใหม่ (การขึ้นต้นศักราชใหม่) |
|
2
|
เดือน เจ็ด (เมษายน-พฤษภาคม) |
ประเพณีขึ้นธาตุเจดีย์ (การอบรมสมโภชพระธาตุเจดีย์)
ประเพณีเป็กข์ตุ๊บวชพระ (การอุปสมบทและบรรพชา) |
|
3
|
เดือน แปด (พฤษภาคม-มิถุนายน) |
ประเพณีเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้าน (การสังเวยผีอารักษ์บ้านเมือง) |
|
4
|
เดือน เก้า (มิถุนายน-กรกฎาคม) |
ประเพณีเข้าวัสส๋า (การเข้าพรรษา)
ประเพณีสวดกลางใจศีล (การสืบชะตาในวันพระ)
ประเพณีการส่งเคราะห์เมือง (การสืบชะตาเมือง) |
|
5
|
เดือน สิบ (กรกฏาคม-สิงหาคม) |
ประเพณีสูตมนต์ไล่ผีปล่อยเผต (การสวดมนต์ขับไล่ผีเปรต) |
|
6
|
เดือน สิบเอ็ด (สิงหาคม-กันยายน) |
ประเพณีตั้งธัมม์เวสสันตระ (การเทศนาธรรมมหาชาติ)
ประเพณีทานธัมม์ค้ำนาม (การเทศนาธรรมประจำวันและปีเกิด) |
|
7
|
เดือน สิบสอง (กันยายน-ตุลาคม) |
ประเพณีออกวัสส๋า (การออกพรรษา) |
|
8
|
เดือน เกี๋ยง (ตุลาคม-พฤศจิกายน) |
ประเพณีบิณฑบาตวัดพระเจ้าหลวง
ประเพณีทานผ้ากฐิน (การทอดกฐิน)
ประเพณีทานซองสลาก (การถวายทานสลากภัตต์) |
|
9
|
เดือน ยี่ (พฤศจิกายน-ธันวาคม) |
ประเพณีเข้ากัมม์ (การเข้ารุกขมูลกรรมและปริวาสกรรม) |
|
10
|
เดือน สาม (ธันวาคม-มกราคม) |
ประเพณีเลี้ยงหนองตุง(การสังเวยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาหนองตุง) |
|
11
|
เดือน สี่ (มกราคม-กุมภาพันธ์) |
ประเพณีทานธัมม์น้ำอ้อย (การถวายทานน้ำอ้อย) |
|
12
|
เดือน ห้า (กุมภาพันธ์-มีนาคม) |
ประเพณีขึ้นธาตุเจดีย์หนองผา(การอบรมสมโภชเจดีย์หนองผา)
ประเพณีเลี้ยงกาด (การสังเวยเทวดาที่รักษาตลาด)
ประเพณีรำดอก (การถวายทานดอกไม้เป็นพุทธบูชา) |
———————————-
ข้อมูลจากหนังสือประเพณี 12 เดือนเมืองเชียงตุง มจร. วิทยาเขตเชียงใหม่


โดย เบญจพล สิทธิประณีต
—————————————-
“ตุง” เป็นภาษาถิ่นภาคเหนือ หมายถึง “ธง” ในภาษาไทยภาคกลางตรงกับลักษณะของธงอินเดียประเภท “ปฎากะ” ที่มีลักษณะเป็นแผ่นใช้ห้อยลงมาโดยผูกติดกับปลายไม้ หรือปลายเสาพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ ได้ให้ความหมายคำว่า “ธง” ไว้ว่าหมายถึงผืนผ้า โดยมากมีสีและบางอย่างมีลวดลายเป็นรูปต่างๆที่ทำด้วยกระดาษและสิ่งอื่นๆ ก็มีสำหรับใช้เป็นเครื่องหมายบอกชาติตำแหน่งในราชการ เครื่องหมายแบบสากลนิยม เครื่องหมายเดินทะเลคณะสมาคมอาคารและอื่นๆ ใช้เป็นอาณัติสัญญาณเครื่องหมายตกแต่งสถานที่ในงานรื่นเริงหรือถือเข้าขบวนเป็นต้นการใช้ธงปรากฏหลักฐานนานนับพันปีแล้วมีการพัฒนารูปแบบตามความเชื่อในแต่ละสังคมและยังคงใช้กันแพร่หลายจนกระทั่งปัจจุบัน (more…)


เชียงตุงหรือเขมรัฐนครเชียงตุง เป็นเมืองหนึ่งในรัฐฉานตะวันออก ประเทศสหภาพพม่า มีอาณาเขตทิศเหนือติดต่อกับประเทศจีนและทิศตะวันออกติดต่อกับประเทศไทย สภาพภูมิประเทศมีลักษณะเป็นหุบเขา ตัวเมืองเชียงตุงตั้งอยู่พื้นที่ราบและมีภูเขาล้อมรอบ มีประชากรหลากหลายชาติพันธุ์ เช่น ไทเขิน ไทใหญ่ พม่า ไทแรม ไทแอ่น ไทดอย ไทเหนือ ไทลื้อ ไททะนุ อีก้อ ขาง ปะหล่อง ปะโอ ลีซอ แข่ มูเซอ ยาง เป็นต้น
ความเป็นมาของนครเชียงตุง
ตำนานเมืองเชียงตุง กล่าวถึงการสร้างเมืองเชียงตุงว่า ในกาลครั้งนั้น ดินแดนแห่งนี้มีบ้านเมืองตั้งอยู่ก่อนแล้ว ชื่อว่า “จัณฑคาม” หรือ “ประจันตคาม” มีเจ้าเมืองปกครองเรื่อยมา ครั้นต่อมาเจ้าเมืองสิ้นพระชนม์ลง ไม่มีผู้ปกครอง บรรดาเสนาอามาตย์จึงเลือกหาผู้ที่จะมาเป็นเจ้าเมืองแทน ขณะนั้นยังมีชายเลี้ยงวัวคนหนึ่งอาศัยอยู่ในเมืองพาราณสี ทุกวันจะออกไปเลี้ยงวัวและมักจะให้อาหารเป็นทานแก่ฝูงกาฝูงหนึ่ง จนวันหนึ่งหัวหน้าฝูงกาทราบข่าวว่า เจ้าเมืองจัณฑคามสิ้นพระชนม์และยังไม่มีใครเป็นเจ้าเมืองแทน จึงคิดที่จะช่วยให้ชายเลี้ยงวัวได้เป็นเจ้าเมือง จึงเข้าไปบอกความประสงค์และขอคำมั่นสัญญากับชายเลี้ยงวัวว่าจะต้องให้ควายแก่พวกตนเพื่อเป็นอาหาร ชายเลี้ยงวัวได้ให้สัญญาว่า ถ้าหากได้เป็นเจ้าเมืองจริง ก็จะหาควายให้เป็นอาการแก่ฝูงกา แม้จะต้องหาควายให้กินวันละ 10 ตัวก็ยอม ฝูงกาจึงให้คนเลี้ยงวัวนั่งอยู่ในตะกร้า (ก๋วย) ที่ทำจากไม้และหวายแล้วพากันคาบตะกร้าไปวางไว้ในปราสาทเมืองจัณฑคาม เมื่อบรรดาเสนาอามาตย์และชาวเมืองรู้ข่าวจึงพร้อมใจกันราชาภิเษกชายเลี้ยงวัวคนนี้ให้เป็นเจ้าเมือง ครั้นต่อมาเจ้าเมืองคนใหม่นี้ได้ลืมสัญญาที่ให้ไว้กับฝูงกา ทำให้ฝูงกาโกรธแค้นจึงวางแผนหลอกเจ้าเมืองใหม่ให้ไปปกครองอีกเมืองหนึ่งซึ่งเป็นเมืองใหญ่กว่า และมีความอุดมสมบูรณ์กว่า ด้วยความโลภของเจ้าเมืองคนนี้จึงถูกฝูงกาหลอกไปปล่อยทิ้งไว้ที่เกาะแห่งหนึ่งกลางสมุทรและสาปแช่ง ดังความว่า (more…)


โดย บพิตร วิทยาวิโรจน์
——————————
พม่า…ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่ปิดตัวเองมาเป็นเวลานาน ปัจจุบันพม่าเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวให้เข้าไปสัมผัสกับศิลปะล้ำค่า วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงาม รวมไปถึง ศาสนาพุทธที่เคร่งครัด ในภูมิภาคอินโดจีนด้วยกันถือว่าชนชาติที่เก่าแก่ที่สุดคือมอญ, เขมรและขอม ซึ่งอารยธรรมมอญนั้น เราจะพบได้ในบางส่วนของไทยและเห็นได้อย่างชัดเจนที่…พม่า
ประเทศพม่ามีอายุกว่าสองพันปี ชาวพม่าส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธมาตั้งแต่สมัยโบราณ พม่าจึงมีมรดกเป็นวัดและพระเจดีย์ต่าง ๆ มากมาย ให้เรากราบไหว้บูชา นั่งสมาธิอย่างสงบสบายใจ เด็กพม่าถูกสอนให้เข้าวัดตั้งแต่เล็ก ในขณะที่เด็กวัยเดียวกันในประเทศอื่น ๆ เติบโตท่ามกลางแสงสีของเมืองใหญ่ เพลิดเพลินไปกับเกมคอมพิวเตอร์ เด็กพม่ามักจะใช้เวลาในวันหยุด นั่งสมาธิอย่างสงบอยู่ในพระเจดีย์ละแวกบ้าน ถ้าเป็นคนรุ่นหนุ่มสาว สถานที่พบปะก็มิใช่ตามห้างสรรพสินค้าอย่างเช่นที่อื่น หากแต่เป็นการชักชวนกันไปนั่งสวดมนต์ทำสมาธิที่วัด เป็นภาพที่น่าชื่นชมยิ่ง (more…)


โดย ดร.พูนชัย ปันธิยะ
———————————
สิบสองเป็ง คือ อะไร ? สิบสองเป็ง หรือประเพณีเดือน 12 เพ็ง หมายถึงการทำบุญในวันเพ็ญเดือนสิบสอง ของชาวไทยล้านนา หากจะนับเดือนของภาคกลางก็ตรงกับเดือนสิบเพ็ญ หรือเดือนสิบขึ้น15 ค่ำ ความจริงเรื่องนี้ชาวไทยทุกภาคก็มีประเพณีทำบุญ ความหมายลักษณะนี้เหมือนกัน แต่อาจจะเรียกชื่อ ต่างกัน เช่น ภาคใต้ ชื่อ ประเพณีชิงเปรต วัตถุประสงค์ก็ คือ การทำบุญอุทิศให้กับญาติพี่น้องผู้ล่วงลับไปแล้วนั้น มีความเชื่อว่าญาติพี่น้องหรือบรรพบุรุษจะรับส่วนบุญกุศลที่ลูกหลานญาติพี่น้องได้ทำบุญไปให้ คนล้านนาเชื่อว่าวันนี้เป็นที่ ยมบาล ปล่อยเปรต ปล่อยผี ออกจากนรกที่ไม่เคยได้รับส่วนบุญกุศลก็จะมารับได้ในวันนี้.ซึ่งประเพณีนี้ชาวไทยโดยทั่วไปเรียกว่าประเพณี สารท (more…)
