ชนกว่าง : เป็นการละเล่นพื้นบ้านของชาวล้านนาที่นิยมเล่นกันมาเป็นเวลานานแล้วจนกลายเป็นประเพณี แต่จะเริ่มเล่นกันมาตั้งแต่เมื่อใดนั้นไม่มีหลักฐานปรากฎ ปัจจุบันยังมีการเล่นกันอยู่แต่อาจจะไม่มากเท่ากับในอดีต
การเล่นชนกว่างของชาวล้านนานิยมเล่นกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เฉพาะในฤดูฝนคือประมาณเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม พอออกพรรษาแล้วก็ค่อยๆเลิกราปล่อยกว่างกลับสู่ธรรมชาติ เพื่อสืบลูกสืบหลานเพื่อการเกิดใหม่ในปีหน้าตามวัฏจักรของมัน
กว่าง : กว่างเป็นชื่อเรียกด้วงปีกแข็งชนิดหนึ่ง มี ๖ ขา กว่างบางชนิดมีเขา บางชนิดไม่มีเขา กว่างจะชอบกินน้ำหวานจากอ้อย กว่างบางชนิดไม่นิยมนำมาเลี้ยง บางชนิดนิยมเลี้ยงไว้ดูเล่น เช่น กว่างซาง กว่างงวง กว่างกิ กว่างกิอุ และกว่างอี้หลุ้ม (more…)

Filed under: Uncategorized — admin @ 9:47 pm
เนื้อหาของเรื่องนี้แบ่งออกเป็นสองตอน ตอนที่หนึ่งกล่าวถึงต้นศรีมหาโพธิ ตอนที่สองกล่าวถึงแม่ธรณี
ตอนที่หนึ่ง กล่าวถึงต้นศรีมหาโพธิ ซึ่งเป็นต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าได้อาศัยร่มเงาเป็นที่ประทับขณะตรัสรู้ ลักษณะของต้นโพธินี้มีขนาดใหญ่ประมาณ ๓๐ ศอกของพระพุทธเจ้า จากดินถึงคาคบสูง ๕๐ ศอก จากคาคบถึงยอด ๕๐ ศอก แต่ละกิ่งยาว ๕๐ ศอก มีกิ่งทั้งหมด ๑๐๐๐ กิ่ง มีใบ ๓ โกฏิ มีก้านแดงงาม มียอด ๒๐๐ โกฏิ กลมและกว้าง ๑๐๐ ศอก มีสีขาว เขียว เหลือง ดำ แดง มีเทวดา นาค พรหม พระอินทร์ พระวิษณุกรรม ยักษ์ พระยาราชสีห์ และลูกสาวกับบริวารพระยามารคอยดูแลรักษา หากผู้ใดได้สักการบูชาต้นโพธินี้ก็จะได้ถึงนิพพาน แม้ต้นไม้ที่ขึ้นใกล้กับต้นโพธินี้ก็จะมีดอกตลอดเวลา ต้นโพธินี้ตั้งอยู่บนสะดือเมืองชมพูทวีปซึ่งมีเมืองต่างๆ เป็นบริวาร ปัจจุบันไม่มีต้นโพธินี้แล้ว คงมีแต่เจดีย์ซึ่งสร้างขึ้นมาไว้ให้ผู้คนสักการบูชาแทน
ตอนที่สอง กล่าวถึงแม่ธรณีซึ่งเป็นผู้รักษาแผ่นดิน ได้กล่าวกับพระยาวิษณุกรรมถึงสาเหตุที่คนทั้งหลายมีสุขทุกข์แตกต่างกันว่าเป็นเพราะสิ่งต่อไปนี้ คือ
- สถานที่หรือทำเลที่ตั้งบ้านเรือนว่า อยู่ทางทิศใด ระดับพื้นที่สูงต่ำเพียงใด
- ชนิดของต้นไม้ที่ปลูกในบ้านหรือใกล้บ้าน
- การบูชาเทวดา ผีบ้านผีเรือนเมื่อเวลาสร้างบ้านใหม่
- การกระทำสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่สมควรหรือที่เรียกว่าขึด เช่นถมบ่อน้ำที่มีอยู่ ตัดต้นไม้ซึ่งเป็น ศรีเมือง ทำลายจารีตเดิม ฯลฯ
- ชนิดของไม้ที่นำมาสร้างบ้าน
เมื่อได้ฟังแล้ว พระยาวิษณุกรรมก็ได้นำเอาเรื่องราวนี้ไปจารึกไว้ที่หน้าผาของเกาะแห่งเมืองลีลปถนคร ภายหลังฤาษีชื่อสุเมธ ได้นำสั่งสอนชาวเมืองตักสิลาและสืบทอดมาจนบัดนี้

จากหนังสือเรื่อง "ตำนานมังราย เชียงใหม่ เชียงตุง" ต้นฉบับเป็นใบลานของวัดอุโมงค์ ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ยืมมาถ่ายไมโครฟิล์มเก็บไว้ที่คลังข้อมูลของฝ่ายวิจัยล้านนา ตามข้อความในหน้าลานสุดท้ายว่า
จุลศักราชได้ ๑๒๔๐ ตัว ปีเปิกยี เดือน ๓ แรม ๗ ค่ำ เม็งวัน ๒ เสด็จแล้วยามแตรงายแล อหํ นาม พิทธาขนาน วิริยลิกขิตปางเมื่ออยู่บ้านช่างเคี่ยน วันออกวัดหั้นแล
เนื้อความของเอกสารดังกล่าวแบ่งออกเป็น ๒ ตอนใหญ่ ๆ ตอนแรกจากหน้าลานที่ ๑-๒๒ กล่าวถึงพระยามังราย จนกระทั่งถึงพระยาผายู ซึ่งอยู่เสวยราชย์ในเมืองนพบุรีศรีพิงไชยเชียงใหม่ มีอายุยืนได้ ๗๐ ปี ก็จุติตายไป พระยาผายูตายปีเปิกเล็ด ศักราชได้ ๘๙๙
ตอนที่ ๒ เริ่มตั้งแต่หน้าลานที่ ๒๒-๔๖ เริ่มตั้งแต่พระยาลวะจังกราชจนถึงตอนที่เจ้าหม่อมมหาวัง เจ้าเมืองเชียงรุ่งเสียชีวิต เป็นการเท้าความย้อนอดีต้นตระกูลของพระยามังราย สมัยปู่หม่อนสืบมาถึงลูกหลาน ตลอดถึงสมัยเชื้อเจ็ดตน โดยเป็นการกล่าวถึงเหตุการณ์แต่ละช่วงสมัยอย่างสังเขป เช่นตอนที่อ้ายฟ้ารับอาสาพระยามังรายเข้าไปเป็นไส้ศึกในเมืองหริภุญชัย ในสมัยของพระยายีบา หลังจากยึดครองเมืองหริภัญชัยได้แล้ว พระยามังรายก็เสด็จมาสร้างเมืองกุมกาม ในบริเวณท้องที่อำเภอสารภีปัจจุบัน จากนั้นจึงสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นมาอีกเมืองหนึ่ง
นอกเหนือไปจากการกล่าวถึงเหตุการณ์ในเมืองล้านนาเช่น เชียงใหม่ แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง เชียงราย เชียงของ และพะเยาแล้ว ในหนังสือเรื่องนี้ยังได้กล่าวถึงเมืองต่าง ๆ อีกหลายเมือง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตพม่าและจีน เช่นเมืองพะยาก เมืองยอง เมืองเชียงตุง เมืองนาย เมืองแสนหวี เมืองแลม และเมืองเชียงรุ่ง เป็นต้น
สิ่งที่น่าสนใจตอนหนึ่งในหนังสือเรื่องนี้ คือการกล่าวถึงเมืองเชียงตุงในอดีต ซึ่งระบุว่ามังคุ่มกินเมืองได้ ๑๗ ปี ก็เสียชีวิต มังเคียนกินเมือง ๗ ปี เสียชีวิต เชียงตุงเป็นเมืองร้างอยู่เป็นเวลา ๑๐ ปี พระยามังรายจึงส่งพระยานาถะมูไปครองเชียงตุงในปี จ.ศ.๘๓๓ หลังจากนั้นพระยานาถะมูจึงโปรดให้สร้างเวียงเชียงเหล็กในปี จ.ศ.๘๓๔
ต่อมาพวกฮ่อยกทัพมารุกรานเมืองแลมและเวียงเชียงเหกในขณะที่ฮ่อล้อมเมืองอยู่นั้น ชาวเวียงเชียงเหล็กจึงคั่วทรายร้อยสาดใส่พวกฮ่อจนต้องถอยร่นออกไป แต่พวกฮ่อก็ยังไม่ยอมแพ้ได้พากันไปทดน้ำหมายจะให้ท่วมเมืองเชียงตุง ชาวเขินจึงแก้เคล็ดโดยทำแพไม้อ้อใช้หอยเป็นก้อนเส้น ใช้กระดองปูเป็นหม้อ ใช้ไม้แพร่เป็นพืน ไหลน้ำไปที่พวกฮ่อทดน้ำอยู่นั้น ฟ้าจึงผ่าพวกฮ่อ ตายเป็นอันมากและพากันล่าถอยไป พระยานาถะมูกินเมืองได้ ๑๔ ปี ก็เสียชีวิต พระยาน้ำท่วมกินเมืองแทนพ่อในปี จ.ศ. ๘๔๕
ในปี จ.ศ. ๘๙๑ พระยาผายูกษัตริย์เชียงใหม่ได้ส่งโอรสไปครองเชียงตุงคือ พระยาเจ็ดพันตูโหรได้ทำนายว่าเชียงตุงเป็นเมืองนามจันทร์ น้ำไหลจากทางทิศใต้ไปทิศเหนือ ผู้หญิงกินเมืองดี ถ้าผู้ชายกินเมืองให้เลี้ยงเจนเมือง ๕๐๐ นา และสร้างเจดีย์เป็นชื่อเมืองจึงจะดี
ในการเสด็จไปกินเมืองเชียงตุงในครั้งนั้น พระยาเจ็ดพันตูได้นำเอาช้างม้าขาคนติดตามไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งพระไตรปิฎกและพระสงฆ์ ๔ รูป คือมหาธัมมไตรอยู่วัดพระแก้ว ธัมมลังกาอยู่วัดหัวข่วง ทสปัญโญอยู่วัดพระกลาง มหาหงสาวดีอยู่วัดจอมทอง
รายละเอียดของหนังสือเล่มนี้มีอยู่หลายตอนที่แตกต่างไปจากตำนานเรื่องอื่น ๆ เช่นเรียกพระยางำเมือง แห่งเมืองพะเยาว่าพระยามอง หรือชื่อบุตรของพระยาขุนครามและชื่อบุตรของพระยาผายูเป็นต้น
เรียบเรียงจาก ไพฑูรย์ ดอกบัวแก้ว

Filed under: Uncategorized — admin @ 9:41 pm
อาฏานาฏิยสูตร กล่าวไว้ว่า
ในสมัยหนึ่ง เมื่อพุทธเจ้าประทับ ณ เขาคิชฌกูฏ กรุงราชคฤห์ ท้าวจาตุมหาราช คือ ท้าวธตรฏฐ์ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักข์ และท้าวกุเวร พร้อมด้วยบริวารอันได้แก่ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ นาค และยักษ์ มาเฝ้าพระพุทธเจ้า
ท้าวมหาราชเหล่านี้ บางครั้งเรียกว่า จตุโลกบาล (ผู้รักษาโลกทั้ง ๔) ซึ่งเป็นผู้นับถือพุทธศาสนา เมื่อได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ท้าวกุเวรกราบทูลว่า อมนุษย์ที่เป็นบริวารของจตุโลกบาล บางพวกก็เลื่อมใสพระพุทธเจ้า บางพวกก็ไม่เลื่อมใส เพราะพระองค์ทรงแสดงธรรมให้ถือศีล ๕ คือให้ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม การพูดเท็จ และการเสพสุรา แต่มนุษย์และยักษ์ยังชอบทำบาปเหล่านี้ จึงขัดใจไม่ค่อยเลื่อมใส สาวกของพระองค์ที่ประกอบวิปัสสนาธุระ ไปบำเพ็ญสมณธรรมในเสนาสนะป่าเปลี่ยว เมื่อไม่มีสิ่งป้องกัน อมนุษย์ก็จะรบกวนเบียดเบียนให้ลำบาก ขอให้พระองค์ทรงรับเอาเครื่องป้องกันรักษา คือ อาฏานาฏิยปริตรไว้ จะได้ประทานให้สาวกสวด จะทำให้อมนุษย์เลื่อมใส ไม่เบียดเบียนภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา และกลับจะช่วยคุ้มครองรักษาให้อยู่ผาสุข แล้วจึงกล่าว อาฏานาฏิยปริตร ขึ้นในเวลานั้นว่า วัปัสสิสสะ นะมัตถุ เป็นต้น
เมื่อพระองค์ทรงรับโดยดุษณีภาพ ท้าวกุเวรจึงกราบทูลต่อไปอีกว่า ผู้ที่เจริญอาฏานาฏิยปริตรนี้ดีแล้ว อมนุษย์จะไม่ทำร้าย ถ้าอมนุษย์ยังผืนกระทำจะแพ้ภัยตัวเองจากนั้น พระพุทธเจ้าจึงนำมาตรัสเล่าแก่ภิกษุทั้งหลายในภายหลัง

Filed under: Uncategorized — admin @ 9:40 pm
ตำนานสี่เกลอฉบับวัดปากเหมือง เป็นการกล่าวถึงชายสี่คนที่เป็นมิตรสหายกันคือ ชาวพม่า ชาวพื้นเมืองล้านนา ชาวไทใหญ่และชาวไทย โดยทั้งสี่คนได้รู้จักกันตั้งแต่เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงยกทัพมาตีเชียงใหม่ พระนารายณ์ทรงเป็นกษัตริย์องค์ที่ ๑๐ นับตั้งแต่พระเจ้าอู่ทองเป็นต้นมา
พระเจ้าอู่ทองทรงเป็นเชื้อสายของพญาไชยสิริแห่งเมืองเชียงแสน ทรงสร้างเมืองอยุธยาขึ้นในปี พ.ศ. ๑๘๙๓ ตรงกับปียี เดือน ๗ ขึ้น ๖ ค่ำ วันศุกร์ ครั้นต่อมาถึงลำดับกษัตริย์องค์ที่ ๑๔ พญาไชยราชทรงปกครองบ้านเมือง มีมเหสีนามว่าศรีสุดา มีโอรส ๒ องค์คือ เจ้ายอดฟ้า อายุ ๑๑ ปี เจ้าสิปปา อายุ ๕ ปี เมื่อพระบิดาสวรรคต เสนาอามาตย์จึงแต่งตั้งให้เจ้ายอดฟ้าขึ้นครองราชย์
ฝ่ายพระนางศรีสุดา ต่อมาได้สามีเป็นจ่ารักษาพระราชวัง ทำให้เสนาอามาตย์ไม่พอใจจึงไปนิมนต์เจ้าเทียนซึ่งเป็นพระอนุชาของพญาไชยราชที่ออกไปบวชนั้น ให้สึกออกมาปกครองบ้านเมือง โดยมีขุนภิเรนเทพซึ่งเป็นเชื้อสายของพ่อขุนรามคำแหง เป็นหัวหน้าของเสนาอามาตย์ผู้ใหญ่ได้ไปเชิญเจ้าเทียน และจ่ารักษาพระราชวัง มาเสี่ยงเทียนบูชาต่อหน้าพระประธาน ใครจะได้เป็นใหญ่ให้เทียนดับทีหลัง
หลังจากจุดเทียนเสี่ยงทายแล้ว เทียนของพระอนุชาจะดับก่อน ทำให้ขุนภิเรนเทพโมโหจึงคายหมากทิ้ง แต่เทวดาบันดาลให้หมากไปถูกใส่เทียนของจ่ารักษาพระราชวัง ทำให้เทียนลุกไหม้อย่างรวดเร็วและดับไปก่อน เสนาอามาตย์จึงนำตัวจ่ารักษาพระราชวัง และนางศรีสุดาไปฆ่า จากนั้นจึงให้พระอนุชาขึ้นเป็นกษัตริย์
ครั้นอยู่ต่อมาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงกระทำไมตรีติดต่อกับชาวฝรั่งเศส ชาวไทยในสมัยนั้นต่างมีเวทย์มนต์คาถาอยู่ยงคงกระพันเป็นอันมาก ได้ทดลองให้ชาวฝรั่งเศสใช้ปืนยิงแต่ก็ยิงไม่เข้า บางครั้งก็ยิงไม่ออก เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก ต่อมาพระนารายณ์ได้ส่งกองทัพไปตีเมืองหงสาวดี และสามารถได้รับชัยชนะอย่างง่ายดาย เมื่อเลิกทัพกลับมาทางล้านนา จึงได้เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองขึ้นอีกเมืองหนึ่ง เหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้สหายทั้งสี่คนคือชาวเชียงใหม่ พม่า ไทใหญ่และชาวไทย รู้จักเป็นมิตรสหายกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และได้ร่วมมือกันสร้างวัดสี่เกลอไว้เป็นสักขีพยาน ทางทิศตะวันตกของเมืองเชียงใหม่ ทั้งสี่คนต่างมีอุปนิสัยที่แตกต่างกันคือ ชาวไทใหญ่ชอบเล่นเป็นพ่อค้าวัวต่าง ชาวพม่าชอบเล่นควายลากไม้ ชาวพื้นเมืองเชียงใหม่ชอบเลี้ยงหมา ส่วนชาวไทยชอบเที่ยวไปตามที่ต่างๆ
ครั้นในเวลาต่อมาชาวไทยคิดเอาใจออกห่าง จึงออกอุบายเล่านิทานให้เพื่อนทั้งสามของตนฟังว่า มีสัตว์ ๔ ตัวเป็นเพื่อกันคือ วัว ควาย สุนัข และงู วันหนึ่งในขณะที่วัว ควายกำลังกินหญ้าอยู่ริมชายป่าแห่งหนึ่งนั้น มีสุนัขสองตัวกำลังผสมพันธุ์กันอยู่ วัวเห็นเช่นนั้นจึงถามสุนัขว่าทำไมจึงหันหลังให้กัน สุนัขตอบว่าเพื่อแสดงความรักใคร่ หากหันหน้าเข้าหากันแล้ว จะทำร้ายแยกเขี้ยวยิงฟันใส่กัน ขณะนั้นมีงูตัวหนึ่งเลื้อยผ่านมา ควายจึงถามว่าทำไมจึงสามารถไปไหนมาไหนได้ ทั้งๆ ที่ไม่มีเท้า งูตอบว่าที่ไม่มีเท้านั้นดีแล้ว เพราะเป็นการสะดวกใจ คิดจะไปไหนก็ไปได้เลย ไม่ต้องเสียเวลายกแข้งยกขา จากนั้นสัตว์ทั้ง ๔ ก็แยกย้ายกันไป
เมื่อชาวไทยเล่านิทานจบลง ชาวพม่า ชาวเชียงใหม่และชาวไทใหญ่ก็ทราบความหมายว่าเพื่อนชาวไทยของตนต้องการที่จะแยกตัวไป จึงพูดกันว่าชาวไทยนี้ชาติก่อนเคยเป็นแลน ได้กินข้าวลีบที่พระพุทธเจ้าประทานให้ ทำให้แลนมีลิ้นแตกออกเป็นสองแง่ จึงเป็นผู้ที่ช่างพูด แต่ปากกับใจไม่ตรงกัน ด้วยเหตุนี้ท่านจึงสอนว่า สิ่งใดที่จะทำให้มิตรสหายผิดข้องหมองใจกัน จงอย่าได้นำมาพูดถึง ดังเช่นชายทั้ง ๔ คนนี้
เรียบเรียงจาก ไพฑูรย์ ดอกบัวแก้ว

Filed under: Uncategorized — admin @ 9:36 pm
ตำนานวัดป่าแดง หรือตำนานวัดป่าแดงเชียงตุงนี้ ต้นฉบับเดิมเป็นของท่านเจ้า สายเมืองเม็งราย ที่ได้ตรวจชำระและพิมพ์ในชุด Michigan Papers on Southeast Asia ( 1981) สรุปสาระสังเขปดังนี้
ตำนานเริ่มต้นด้วยการประณามพระพุทธคุณ และกล่าวถึงประวัติของพระโคตมพุทธเจ้าตามลีลาการเขียนตำนานในยุคนั้น คือเริ่มต้นด้วยการบำเพ็ญเพียรทางใจ ทางกายและทั้งวาจา และกาย ในสำนักพระพุทธเจ้าจำนวนหลายแสนพระองค์จนได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า ๒๓ พระองค์ มีพระทีปังกรเป็นต้น ตราบจนพระกัสสปะเป็นที่สุด นอกจากนี้แล้ว ยังกล่าวถึงประวัติการสืบศาสนา เน้นการทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ที่มีการส่งพระธรรมทูตไปประกาศศาสนายังประเทศต่าง ๆ ถึง ๙ แห่ง และยังกล่าวถึงการสืบสายพระไตรปิฎก โดยเฉพาะการสืบสายพระวินัยในลังกา มีการกล่าวถึงพระมหาเถระเริ่มตั้งแต่พระอุบาลี ตราบจนพระมหาเถระองค์อื่น ๆ ในลังกาทวีป
การนำพระศาสนามาประดิษฐานที่เชียงใหม่นั้น ตำนานกล่าวว่า เริ่มเมื่อ จ.ศ.๒๓๕ (พ.ศ.๑๔๑๖) คือเมื่อพระอนุมติเถระ เมืองจากพัน เดินทางไปศึกษาพุทธศาสนาในสำนักของพระมหากัสสปะ ในประเทศลังกา เมื่อกลับมาประกาศพุทธศาสนาที่เมืองพันนั้น พญาสุตโสมทรงเกิดประสาทศรัทธาสถาปนาให้ดำรงตำแหน่ง อุทุมพรมหาสวามี
พระสงฆ์จากสุโขทัยรุ่นแรก ที่เดินทางไปลังกา คือ พระมหาสุมนเถร และพระอโนมทัสสีพร้อมพระสงฆ์อีก ๓ องค์ และอุบาสก เมื่อศึกษาพระธรรมวินัยจนครบ ๕ ปีแล้วท่านและคณะจึงเดินทางกลับ ระหว่างทางขณะที่กำลังอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรนั้นเอง พระองค์หนึ่งได้มรณภาพลง พระมหาสุมนะจึงตัดสินใจบวชอุบาสกเปนพระภิกษุโดยนำเอาพระพุทธรูปมาเป็นคณปูรกะ นับเข้าในพระภิกษุสงฆ์ให้ครบจำนวน ๕ องค์ตามวิธีอุปสัมปทากรรมในปัจจันตชนบทที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้ในวินัยปิฎก
(more…)

Filed under: Uncategorized — admin @ 9:15 pm
เรื่องราวความเป็นมาของชื่อเรียกขาน "ดอยเต่า" ในสมัยพุทธกาล สมเด็จพระพุทธเจ้าได้เสด็จจาริกเทศนาสั่งสอนและเผยแพร่พระพุทธศาสนาไปตามชมภูทวีป
เมื่อพระองค์เสด็จมาถึงท้องที่อำเภอดอยเต่าในปัจจุบัน ทรงหยุดพักประทับแรมสั่งสอนประชาชน ณ สถานที่อันเป็นเนินเล็กๆ ภายใต้ร่มไม้ใหญ่ซึ่งมีอากาศเย็นสบาย ไม่ไกลจากหมู่บ้านมากนัก
ครั้นชาวบ้านทราบข่าวการเสด็จมาของพระพุทธเจ้า ต่างก็มีความปีติยินดีเป็นล้นพ้น พากันเตรียมปัจจัยไทยทานมาถวาย เมื่อพระพุทธองค์ทรงรับบิณฑบาตรปัจจัยไทยทานแล้ว สังเกตเห็นว่าสิ่งของที่ประชาชนนำมาถวายนั้น มี "บ่าเต้า" (แตงโม) มากกว่าสิ่งของอย่างอื่น จึงทรงมีพุทธทำนายกับประชาชนว่า "ดูกร ท่านทั้งหลาย ดินแดนแห่งนี้อุดมด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร ต่อไปภายภาคหน้าจะเจริญรุ่งเรืองเป็นบ้านเป็นเมือง และขอตั้งชื่อสถานที่แห่งนี้ว่า "ดอนเต้า" (มาจากคำว่า "ดอน"-เนินเล็ก ๆ และ คำว่า "เต้า"-บ่าเต้า(แตงโม)
คำว่าดอนเต้า ถูกเรียกขานกันมาตั้งแต่บัดนั้น นานเข้าจึงเรียกเพี้ยนเป็น "ดอยเต่า" จนถึงปัจจุบัน อนึ่ง "ดอยเต่า" เป็นชื่อหมู่บ้านดั้งเดิมแห่งหนึ่งของตำบลดอยเต่า มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่น
นอกเหนือจากพุทธทำนายข้างต้น พระพุทธองค์ยังทรงทำนายต่อไปอีกว่าดินแดนแห่งหนึ่งนี้มีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่าน ทั้ง ๒ ฝั่งแม่น้ำจึงอุดมสมบูรณ์ดี แต่ในภายภาคหน้าจะมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป ผู้คนที่อยู่ริม ๒ ฝั่งแม่น้ำนี้จะถูกรบกวนเนื่องจากพญานาคตัวใหญ่จะมาขวางกั้นลำน้ำแห่งนี้ไว้ และจะมีสำเภาเงินสำเภาทองวิ่งขึ้นล่องเป็นประจำ เมื่อนั้นดินแดนแห่งนี้จึงจะเจริญรุ่งเรือง
หากวิเคราะห์ตามคำทำนายของพระพุทธองค์ จะเห็นว่าเมื่อมีการสร้างเขื่อนภูมิพลที่อำเภอสามเงา จังหวัดตาก เพื่อปิดกั้นแม่น้ำปิง ทำให้เกิดเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่บริเวณเหนือเขื่อนขึ้นมาก จนถึงอำเภอฮอด ประชาชนซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิงต้องอพยพหนีน้ำท่วมเข้ามาอยู่ในบริเวณที่ดินจัดสรรของนิคมสร้างตนเองเขื่อนภูมิพล เกิดเป็นชุมชนที่หนาแน่นขึ้น บริเวณอ่างเก็บน้ำก็อุดมไปด้วยปลานานาชนิด ประชาชนบางกลุ่มก็ได้ยึดอาชีพจับปลาขาย
อนึ่ง การสัญจรไปมาติดต่อกันโดยทางเรือในท้องที่อำเภอดอยเต่า ทำให้อำเภอแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง และมีความเจริญขึ้นเรื่อย ๆ สมดังคำทำนายที่พระพุทธองค์ทรงทำนายไว้

Filed under: Uncategorized — admin @ 8:14 pm
ต้นฉบับของตำนานนี้เป็นของวัดนันทาราม อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เป็นใบลานขนาดยาว ทั้งหมดมี ๕๘ หน้า คัมภีร์ชุดนี้มีตำนาน ๒ เรื่อง คือ ตำนานลำพูน หรือ ตำนานพระชินธาตุละพูน ไม่ปรากฏทั้งชื่อของผู้แต่ง และชื่อของผู้จาร ตั้งแต่ลานที่ ๑-๔๙ เป็นตำนานลำพูน ตั้งแต่ตอนกลางลานที่ ๔๙ เป็น ตำนานเอาฅนเข้าถ้ำละพูน ปรากฏอยู่ด้วย ข้อความเริ่มต้นว่า สุวณฺณเจติยํ สุวณฺณโมฬิธารํ อุรฏฺฐิ เสฏฺฐํ วรองฺคุลิฏฺฐึ กจฺจยนานานีตปตฺตปุรํ สีเสน มยฺหํ ปณามิ ธาตุํ (ข้าพเจ้าขอนมัสการพระสุวรรณเจดีย์ อันเป็นสถานที่ธำรงพระธาตุโมลี พระอัฏฐิพระอุระ และพระองคลีอันประเสริฐ ซึ่งพระมหากัจจายนะนำมาถึงเมืองนี้ ด้วยเศียรเกล้าของข้าพเจ้า) และตอนท้ายปรากฏความว่า ตำนานพระชินธาตุเจ้าละพูนแลส่วนตอนท้ายของคัมภีร์ผูกนี้ซึ่งตอนจบของตำนานเทวดาเอาฅนเข้าถ้ำละพูน ว่า"…ตำนานเทวดาเอาฅน เข้าถ้ำละพูน ค็แล้วเท่านี้ก่อนแล ค่อยพิจจรณาดูเทิอะ ข้าค็เท่านับใส่ตามตัวตั้งเพิ่นข้าแล หล้างทีค็รู้หล้าง ทีค็บ่รู้ใหนข้าแล…" สาระสำคัญดังนี้
ตั้งแต่เริ่มต้นลานที่ ๑ จนถึงลานที่ ๑๒ คัมภีร์กล่าวถึงพุทธประวัติตั้งแต่ประสูติ จนตรัสรู้ และการพุทธกิจ ๔๕ พรรษา เช่น พรรษาแรกประทับที่ป่าอิสิปปตณมฤคทายวันเป็นต้น คัมภีร์ได้เชื่อมโยงความเข้าประวัติศาสตร์หริภุญชัย อันจะเป็นที่ประดิษฐานพระสุวรรณเจดีย์ ในการนี้คัมภีร์ได้กล่าวไว้ว่า เมื่อพระพุทธองค์ประทับที่เชตวันมหาวิหารนั้น ได้ทรงตรวจดูด้วยอนาคตังสญาณว่าพุทธศาสนาจะไปเผยแพร่ในที่อื่น นอกชมพูทวีป จึงพร้อมด้วยพระอานนท์เถร พระโสณ และพระอุตระ มีพระเจ้าอโศกเป็นโยมอุปัฏฐาก ได้เสด็จมาที่บริเวณที่เป็นอาณาเขตของจังหวัดเชียงใหม่ปัจจุบันนี้ และได้ทรงหยุดพักรับรับบิณฑบาตของเมงเคริบ (เมงคบุตร)แล้วเสด็จมาตามลำน้ำแม่ปิงจนถึงที่ตั้งจะเป็นที่ตั้งพระสุวรรณเจดีย์ จึงเสด็จประทับนั่งเหนือหินก้อนหนึ่งเสวยสมอที่พรานป่าถวายแล้วทรงโยนเม็ดสมอนั้นไป แต่เม็ดสมอนั้นดูดังมีใจ ได้เวียน รอบหินที่ประทับ ๓ ครั้ง ทำให้พระพุทธองค์ทรงแย้มสรวล พระอานนท์ทราบเหตุจึงทูลถามถึงเหตุนั้น ก็ได้รับพุทธพยากรณ์ว่าที่นี้จักเป็นที่ประดิษฐาน เจติยะฅำ (สุวัณณเจดีย์) และพรานป่าผู้ถวายสมอจะเกิดมาเป็นพญาอาทิตตราช และจักสถานพระเจดีย์บรรจุพระธาตุโมลี พระอุรัฏฐิ และพระองคุลิฏฐิ เมื่อทราบพุทธดำรัสนั้นแล้วพระอรหันต์และพระเจ้าอโศก จึงพร้อมกันขอเอาพระเกสาธาตุเส้นหนึ่งใส่กระบอกไผ่รวก บรรจุไว้ที่ใต้ฐานหินก้อนนั้นและมอบให้พญานาคชมพูกะดูแลรักษา ขณะเดียวกันพญากาเผือกก็มอบให้กาดำตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นหลานของตนเองให้เผ้ารักษาอยู่ด้วย
ตั้งแต่ลานที่ ๑๒ คือตลอดจนถึงลานที่ ๒๕ กล่าวถึงประวัติการสร้างเมืองลำพูนและลำดับกษัตริย์ เริ่มตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวี จนถึงพญายีบา โดยเน้นยุคของพระเจ้าอาทิตตราช และพระเจ้าสรรพสิทธิเป็นพิเศษ เน้นเหตุการณ์ก่อนที่จะพบพระบรมธาตุ โดยโยงถึงการสร้างปราสาทที่ประทับของพระองค์ แต่มีกาถ่ายอาจมรดศีรษะของพระองค์ ผลสุดท้ายก็ทราบเหตุการณ์ที่อยู่เบื้องหลัง และได้มีการสร้างสุวรรณเจดีย์เพื่อบรรจุพระธาตุที่ขุดพบ
ตั้งแต่ลานที่ ๒๕ จนถึงลานที่ ๕๐ กล่าวถึงวงศ์พญาที่ครองเชียงใหม่ เริ่มตั้งแต่พญามังรายจนถึงพญาเมกุ เน้นความสำคัญในรัชสมัยสมัยของพระเจ้าติโลกราช คือเมื่อปี ๑๙๙๐ พระองค์พร้อมด้วยข้าราชบริพารได้ทรงบูรณสังขรณ์พระเจดีย์ คัมภีร์ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับผู้ที่มีส่วนในครั้งนั้น โดยบอกจำนวนวัสดุ และรัตนชาติที่ใช้ในการบูรณปฏิสังขรณ์ ระบุชื่อพระเถระผู้ที่มีเป็นผู้นำฝ่ายสงฆ์ คือพระอานนท์ และพระมหามงคล เมื่อเสร็จงานแล้ว ก็โปรดให้มีการเฉลิมฉลอง พระองค์ได้โปรดถวายนาเป็นกัลปนาแด่พระรัตนตรัยและพระธาตุ ขณะเดียวกันก็ถวายข้าวัดอีกด้วย ส่วนพระที่อยู่รักษาพระธาตุ คือ พระมหาสารีบุตร
หลังจากที่พระองค์สวรรคตแล้ว ราชวงศ์มังรายที่บูรณสังขรณ์พระธาตุมีดังนี้ คือพญายอดเมือง โอรสท้าวใสบุญเรือง นัดดาพญาติโลกราช พระเมืองแก้ว โดยบันทึกเหตุการณ์ในการบูรณปฏิสังขรณ์อย่างละเอียด คล้ายคลึงกับรัชสมัยของพญาติโลกราช ต่อจากนั้นพระเมืองอ้ายโอรสของพระเมืองแก้ว ก็มีการบูรณปฏิสังขรณ์อีกคำรบหนึ่ง แม้แต่พญาอุปโยธวราช ราชวงศ์ล้านช้างที่เข้ามาเสวยเมืองเชียงใหม่ และพระมังทราแห่งหงสาวดีวดีพม่า ผู้มาในฐานะปัจจามิตรก็ได้บูรณปฏิสังขรณ์เช่นเดียวกัน ในตอนว่าด้วยมังทราแห่งหงสาวดี ตำนานกล่าวถึงการสงคราม และเหตุการณ์ในสมัยพญาเมกุไว้ด้วย
ที่มา : ลานนาเวิลด์

Filed under: Uncategorized — admin @ 8:10 pm
คำว่า ตำนาน มาจากภาษาบาลีว่า "ตํณาล" ซึ่งแปลว่าท่อนหรือตอน แต่ที่แปลว่าเรื่องราวในอดีตนั้น น่าจะมาจากภาษาขอมที่ใช้ว่า "ฏํณาล-ตํณาล" โดยศัพท์ล้านนาหรือภาษาไทเก่าใช้คำว่า พื้น
ในล้านนามีวรรณกรรมประเภทตำนานอยู่เป็นจำนวนมาก ดังที่สถาบันวิจัยสังคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถ่ายทำเป็นไมโครฟิล์มไว้มีจำนวนถึง ๗๒๒ เรื่อง และจากการศึกษาของ วิลักษณ์ ศรีป่าซาง พบว่าตำนานจำนวนดังกล่าว มีชื่อซ้ำกันและคาดว่าเป็นเรื่องเดียวกันอยู่จำนวนหนึ่ง และเมื่อนับรวมเฉพาะชื่อที่ไม่ซ้ำกันแล้วมีจำนวน ๒๐๖ ชื่อ เช่น ตำนานกุมารยักษ์ ตำนานข้าวแท่น ตำนานข้าวต้มสามแก่น ตำนานขุนธรรม ตำนานขุนธรรมิกราช ๕ พระองค์ เป็นต้น
จากตำนานทั้ง ๒๐๖ เรื่องดังกล่าว พบว่าตำนานส่วนใหญ่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนา คือเรื่องพระพุทธองค์ กิจกรรมของพระพุทธเจ้า และสถานที่ทางพุทธศาสนา โดยจะบอกถึงเรื่องราวของพระพุทธเจ้า การเสด็จพุทธดำเนินมายังดินแดนล้านนาเพื่อ "ไว้พระธาตุ" คือประทานเกสาธาตุหรือประทับรอยพระพุทธบาทและตรัสทำนายถึงความสำคัญของสถานที่นั้นๆ ในอนาคต เป็นต้น
นอกจากนั้น ยังมีตำนานอีกกลุ่มหนึ่งที่ให้ร่องรอยถึงความเป็นมาของการตั้งถิ่นฐานในล้านนา เช่น ตำนานเชียงแสน ตำนานดอยตุง และ ตำนานสุวัณณะโคมฅำ เป็นต้น ส่วนตำนานที่ให้รายละเอียดด้านประวัติศาสตร์ล้านนาที่ชัดเจนมากคือ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ซึ่งบันทึกเหตุการณ์เรื่อยมาจนถึง พ.ศ. ๒๓๗๐ และชินกาลมาลีปกรณ์ ซึ่งเป็นภาษาบาลี ก็ให้เรื่องราวเกี่ยวกับเชียงใหม่จนถึง พ.ศ.๒๐๗๐ เป็นต้น
จากการที่ตำนานทั้งหลายเสนอข้อมูลแยกเป็นสองกลุ่มเช่นนี้ จึงทำให้มีผู้เสนอว่า อาจจำแนกตำนานออกเป็นสองกลุ่มคือตำนานฝ่ายวัดและตำนานฝ่ายเมือง แต่แม้ตำนานจะให้รายละเอียดของข้อมูลได้ดี แต่จุดที่น่าเคลือบแคลงก็คือตำนานเหล่านี้คัดลอกสืบเนื่องกันมาโดยมิได้ระบุว่าผู้ใดเป็นผู้แต่งและแต่งขึ้นแต่เมื่อใด การให้ข้อมูลไว้นั้นก็มักบอกปีที่จารหรือคัดลอกเท่านั้น ทั้งนี้หากใช้หลักฐานอื่นประกอบเพื่อยืนยันอายุของตำนานแล้ว คงจะมีแต่ ตำนานดอยตุง เท่านั้นที่มีหลักฐานรองรับ โดยพบว่ามีรูปฤาษีหล่อด้วยทองสำฤทธิ์สูงประมาณ ๖๐ เซนติเมตร ปัจจุบันอยู่ที่ห้องสุโขทัย พิพิธภัณฑ์ฯพระนคร เลขทะเบียน T.62,ช.ส.๕๘ สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๑๔๗ คำจารึกอักษรธรรมล้านนาซึ่งอยู่ที่ฐานของรูปหล่อฤาษีนั้นมีทั้งคำไหว้พระธาตุดอยตุงและตำนานพระธาตุดอยตุงปรากฏอยู่ โดยเฉพาะตำนานดอยตุงที่จารึกไว้นั้นสอดคล้องกับตำนานดอยตุงซึ่งปรากฏอยู่ในใบลาน ส่วนตำนานเรื่องอื่น แม้จะเป็นเรื่องที่ยอมรับกันว่าเก่าแก่ แต่ก็ไม่มีหลักฐานอื่นรองรับโดยชัดเจนเช่นนั้น
ทั้งนี้ อุษณีย์ ธงไชย ได้กล่าวไว้ใน จารึกและตำนาน หลักฐานที่สร้างขึ้นภายใต้อิทธิพลของพุทธศาสนาลังกาวงศ์ พ.ศ.๒๕๔๐ ตอนหนึ่งว่า
"…ตำนานส่วนใหญ่เริ่มเขียนขึ้นเมื่อประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งเป็นระยะที่พุทธศาสนาลังกาวงศ์มีความเจริญมากในเขตภูมิภาคแถบนี้ และส่วนใหญ่ เขียนโดยพระสงฆ์ ทำให้ตำนานได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาลังกาวงศ์สูงมาก จนกลายเป็น ลักษณะเด่นของหลักฐานประเภทนี้…" และ "…ในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้มีความตื่นตัวมากในการค้นหา "เรื่อง" หรือ"ความรู้" ของเมืองต่างๆ โดยเฉพาะเมืองประเทศราช เพื่อสะดวกในการปกครองเมืองเหล่านี้ ฉะนั้น งานเขียนเกี่ยวกับเมืองต่างๆ ได้ถูกค้นหาและเรียบเรียงขึ้นใหม่จำนวนมาก ซึ่งรวมทั้งงานเขียนต่างๆ ที่เกี่ยวกับล้านนาด้วย เชื่อว่าในสมัยดังกล่าวได้มีการค้นหา การแปลและเรียบเรียงงานเขียนที่เกี่ยวเนื่องกับล้านนาขึ้นมากมาย โดยเฉพาะงานเขียนที่มีลักษณะแบบตำนาน…"
เรียบเรียงจาก อ.อุดม รุ่งเรืองศรี

Filed under: Uncategorized — admin @ 6:45 pm
ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์
ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๙
ปัจจุบันอายุ ๗๗ ปี (เมื่อ พ.ศ. 2549) เกิดเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๗๓ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นกวีและนักปราชญ์แห่งล้านนา ผู้เชี่ยวชาญล้านนา คดีศึกษาในด้านภาษา วรรณกรรม ศาสนา ประเพณีและพิธีกรรม ศาสตราจารย์เกียรติคุณมณี พยอมยงค์ เป็นผู้มีความสนใจและศึกษางานด้านวัฒนธรรมล้านนาโดยตลอด และมีความสามารถแต่งวรรณกรรมคร่าวเป็นพิเศษ โดยใช้ฉันทลักษณ์ประเภทโคลงชนิดต่างๆ ทั้งของล้านนาและไทยภาคกลางในการประพันธ์วรรณกรรมล้านนาร่วมสมัย ทั้งวรรณกรรมพุทธศาสนา วรรณกรรมประวัติศาสตร์ วรรณกรรมพิธีกรรม ที่เป็นลายลักษณ์และมุขปาฐะ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่ผู้ประพันธ์สร้างสรรค์ขึ้น ทำให้มีคุณค่าทั้งต่อสังคมล้านนาและสังคมไทย ทั้งยังสร้างสรรค์ผลงานทางด้านวิชาการที่มีมาตรฐานเป็นจำนวนมาก เป็นผู้มีความสามารถสูง ในการประกอบพิธีกรรมตามแบบล้านนา เป็นผู้ปฏิบัติงานด้านวัฒนธรรมล้านนาที่มีบทบาทในการชี้แนะสังคมเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมมาอย่างสม่ำเสมอ ได้อุทิศตนในการถ่ายทอดความรู้แก่นักศึกษาและบุคคลในสถาบันต่างๆ ทั่วประเทศมาเป็นเวลานานกว่า ๕๐ ปี นับว่าเป็นผู้สร้างสรรค์ อนุรักษ์ ส่งเสริม สืบสาน และเผยแพร่ผลงานทางด้านวัฒนธรรมอันหลากหลายที่มีประโยชน์ อันเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม
ศาสตราจารย์เกียรติคุณมณี พยอมยงค์ ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช ๒๕๔๙
