March 13, 2009

สูตรการคำนวณวันฟ้าตีแส่ง

Filed under: Uncategorized — admin @ 9:06 am

เอาจุลศักราชปีที่ต้องการคำนวณตั้ง หารด้วย 108 แล้วเอาเศษการหารตั้ง บวกด้วยเกณฑ์เดือน และบวกด้วยติถีวัน ที่ต้องการคำนวณ คูณด้วย 5 ลบด้วย 7 แล้วหารด้วย 9 เศษที่ได้ถือว่าวันนั้นเป็นวันฟ้าตีแส่งเท่านั้น มีคำทำนายดังนี้
เศษ 0, 1, 8 ไม่ดี แม้เป็นพระญาอินทราธิราชขึ้นทรงปราสาทก็จักวินาศฉิบหาย อย่าทำพิธีหรือกิจกรรมใด ถ้าทำไปไม่ถึงปีก็จักตาย หรือฉิบหาย หรือถูกไล่หนี
เศษ 3, 7 ไม่ดี ไฟจักไหม้ หรือจักประสบอุบัติเหตุ เป็นอันตรายแก่ท้าวพระญา (ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง) ผีเสื้อบ้าน เสื้อเมือง หรือมิฉะนั้นตนจักตาย หรือจักเสียทรัพย์สิน เสียข้าวของเงินทอง
เศษ 2, 4, 5, 6 ดี จะประสบผลสำเร็จทุกประการ แม้นทุกข์ยากเข็ญใจก็จักได้ดี อยู่ดีมีสุข พรั่งพร้อมด้วยยศ สมบัติ ข้าวของเงินทอง
หากพิจารณาให้ดีตัวเลขที่ใช้ในการคำนวณล้วนแต่มีความหมาย ดังนี้
เลข 108 หมายถึง กำลังธาตุ
เลข 5 หมายถึง เบญจขันธ์ทั้ง 5
เลข 7 หมายถึง จำนวนวาร (วันทั้ง 7 ในรอบสัปดาห์)
เลข 9 หมายถึง นพเคราะห์ทั้ง 9
เชื่อว่าวันฟ้าตีแส่งคงเป็นวันที่เคยมีความเชื่อถือกันอย่างเข้มข้น เพราะในวรรณกรรมมีการอธิบายสูตรการคำนวณอย่างละเอียด โดยเฉพาะในคำเรียกขวัญลูกแก้ว ที่มักกล่าวอ้างว่าวันทำพิธีเป็นวันดีกว่าวันทั้งหลาย และผ่านการคำนวณดูวันฟ้าตีแส่งและได้เศษสมดังประสงค์ ขอยกบางสำนวนดังนี้

? ?เป็นวันยามอันหมดปลอด
เป็นยอดเจ้าพระญาวัน
ท่านจิ่งมาตั้งคำประสานขึ้นเป็นบทเป็นบาท
ตั้งศักราชที่ประสงค์ (ตั้งปีจุลศักราชที่ต้องการคำนวณ)
ร้อยแปดจหารเล่า (เอา 108 มาหาร , จ = หาร)
(เศษ)เกณฑ์เดือนติถีวันบวกเข้าเบงนั้นมาคูณ (เบง = เบญจ = ห้า)
สัตตะเอยียบตัวปลายเอามาผายไว้เล่า (เอาเจ็ดลบออก แล้วตราไว้ก่อน)
นวเท่ามาจก็ได้เศษตัวใหญ่ (เอาเก้ามาหาร)
ศุกร์ ผัด พุธ จันทร์ ใช่สามานย์ (ใช้แทนเลข 6,5,4,2 ตามลำดับเป็นเศษที่เชื่อว่าดี)
ก็เป็นวันยามอันประเสริฐ??

อีกสำนวนหนึ่งว่า

?สรีสวัสสดี ชัยมังคละอันประเสริฐ
วันนี้เป็นวันอันล้ำเลิศมหาอุจจา
เอาศักราชมาตั้งเล่า
เอาร้อยแปดเข้ามาหาร
ปัญจมานคูณใส่ (คูณด้วย 5)
ติถีไล่เป็นขอม (ไล่ติถีตามแบบขอม)
เกณฑ์เดือนรอมเข้าบวก (บวกเพิ่มด้วยเกณฑ์เดือน)
เอาเลขเก้าลวดลงหาร (หารด้วย 9)
เศษเป็นฐานชัยโชค (ดูเศษเป็นสำคัญว่าวันใดเป็นวันดี)
อุตตมโยคใสสรี
เป็นเกินแก้วสวัสสดีแควนยิ่ง?? (บันได)

จะเห็นได้ว่าการอธิบายวิธีการคำนวณวันฟ้าตีแส่งสำนวนนี้ต่างจากสำนวนแรก คือ เอา 5 คูณก่อนแล้วจึงบวกด้วย ติถีวันและเกณฑ์เดือน อีกทั้งยังไม่เอา 7 มาลบออกจึงทำให้ผลการคำนวณผิดไปจากสูตรที่แท้จริง อาจเป็นไปได้ว่าผู้แต่งไม่ได้ต้องการความถูกต้องเพียงแต่ต้องการแสดงโวหาร เท่านั้น หรือไม่ก็อาจคัดลอกผิดพลาดในชั้นหลัง
ในคำเรียกขวัญลูกแก้ว อีกสำนวนหนึ่งก็กล่าวถึงวันที่ทำพิธีว่า คำนวณได้เศษที่ดีตามคำทำนายคือได้เศษ 5, 4, 6, 2 (ตัวใดตัวหนึ่ง) ดังนี้

?อัชชะในวันนี้นาดูล้ำเลิศ
ดูประเสริฐยิ่งกว่า ปีเดือน วัน ยาม ทังหลาย
ตามกฎหมายว่ามีหลายแห่ง
ฟ้าตีแส่งก็ว่าได้เศษห้าสี่หกสอง
ตามกัมพีร์โหราท่านตรองจองออก??

ใน ?พรขึ้นอยู่เรือนใหม่? ซึ่งอยู่ท้ายคร่าวซอเรื่องบัวระวงศ์ไกรสรก็กล่าวถึงวันขึ้นบ้านใหม่ว่าผ่าน การคำนวณวันฟ้าตีแส่งเรียบร้อยแล้ว ดังความว่า

?เอวํ โหนตุ ดี แลอัชชะในวันนี้
ก็หากเป็นวันดีติถีวิเศษ
สมฤทธิเดชเรืองไร
อันนักปราชญ์ท่านหากทำนวายมาแม่น
ลงฟ้าตีแส่งแลโหรา
บ่มีโศกาเศร้าโศก??

โดย ยุทธพร นาคสุข

Post to Twitter


บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
no matches

ปฏิทินไทยและการคำนวณ

Filed under: Uncategorized — admin @ 9:03 am

การทำปฏิทินไทยค่อนข้างจะสลับซับซ้อน เพราะจะต้องแสดงวันเดือนปีทางจันทรคติ เพื่อประโยชน์ในพิธีกรรมทางศาสนา ปฏิทินจันทรคติจะมี ๓๐ วัน และ ๒๙ วัน สลับกันไป คือให้เดือนคู่ เป็นเดือนเต็มมี ๓๐ วัน ส่วนเดือนคี่ เป็นเดือนขาดมี ๒๙ วัน ไม่มีวันแรม ๑๕ ค่ำ ปีธรรมดาทางจันทรคติมี ๑๒ เดือน คิดเป็นวันได้ ๓๕๔ วัน

ปีทางสุริยคติ หรือปีทางดาราศาสตร์ เท่ากับ ๓๖๕.๒๔๒๒ วัน ปีทางสุริยคติยาวกว่าปีทางจันทรคติอยู่ ๑๑ วันเศษ สามปีจะเกินไป ๓๓ วันเศษ เพื่อให้วันเดือนปีทางจันทรคติบอกฤดูกาลได้ จึงต้องเพิ่มเดือนพิเศษทางจันทรคติขึ้ประมาณ ๓ ปีต่อครั้ง เรียกว่าเดือนอธิกมาส โดยเพิ่มเดือน ๘ หลัง (๘/๘) ขึ้นระหว่างเดือน ๘ และเดือน ๙ ปีอธิกมาสจึงมี ๓๘๔ วัน

ปีจันทรคติ ๑๙ ปี จะมีปีอธิกมาส ๗ ครั้ง แต่กระนั้นก็ยังเพิ่มวันที่ขาดไปไม่พอ ประมาณ ๕ ปีจะต้องเพิ่มวันพิศษขึ้นอีกวันหนึ่งเรียกว่าวันอธิกวาร เป็นวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ปีนั้นเรียกว่าปีอธิกวารมี ๓๕๕ วัน

ใน ๕๗ ปี จะมีปีปรกติ ๒๕ ปี ปีอธิกมาส ๒๑ ปี และปีอธิกวาร ๑๑ ปี

ปฏิทิน สุริยคติ ปัจจุบันใช้ปฏิทินเกรกอเรียน ซึ่งในหมื่นปี ปฏิทินเกรกอเรียนจะคลาดเคลื่อนเกินความจริงไป ๓ วัน ส่วนปฏิทินจันทรคติของไทยจะคลาดเคลื่อนมากกว่า คือใน ๒๐๐๐ ปี จะผิดไปถึง ๓๓.๑ วัน

การคำนวณทางสุริยยาตร ใช้ปีจุลศักราชเป็นหลัก วันเถลิงศกหรือวันขึ้นปีใหม่ตามจุลศักราช ปัจจุบันตรงกับวันที่ ๑๕ หรือ ๑๖ เมษายน มีธรรมเนียมปฏิบัติให้วันเถลิงศกอยู่ในระหว่างขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๕ ไปถึงขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๖ และถ้าวันเถลิงศกมีดิถี ๒๕ ไปถึงดิถี ๒๙ หรือดิถี ๐ ไปถึง ๕ (คือแรม ๑๐ ค่ำไปถึงแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๕ หรือขึ้นค่ำหนึ่งไปถึง ๕ ค่ำ เดือน ๖) ปีนั้นเป็นปีอธิกมาสต้องเพิ่มเดือน ๘ หลังขึ้นอีกเดือนหนึ่ง

ส่วน ปีมีอธิกวารนั้น ผู้คำนวณปฏิทินใช้หลักเกณฑ์ซึ่งมีอยู่หลายตำราไม่ตรงกัน นอกจากนั้นประเทศต่าง ๆ วางปีอธิกมาสและปีอธิกวารผิดกัน ทำให้วันขึ้นแรมคลาดเคลื่อนกันไปได้หนึ่งหรือสองวัน ปรากฏว่าในบางปีพระจันทร์เต็มดวงในวันแรม ๒ ค่ำ เป็นต้น แต่ผู้ทำปฏิทินจะวางอธิกมาสและอธิกวาร เพื่อปรับเฉลี่ยให้พระจันทร์เต็มดวงในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ

ปัจจุบันประเทศ ไทยยึดปฏิทินหลวงเป็นหลัก เพื่อประโยชน์สำหรับผู้นิยมประกอบพิธีการในวนฤกษ์ยามดี และหลีกเลี่ยงวันฤกษ์ยามร้าย ปฏิทินหลวงจึงบอกกาลโยคประจำปีให้ทราบด้วย คนทั่วไปถือว่า วันยามหรือฤกษ์ที่เป็นธงชัย หรืออธิบดี เป็นเวลาที่ดี และวันยามหรือฤกษ์ที่เป็นอุบาทว์หรือโลกาวินาศ เป็นเวลาที่ไม่เหมาะสมสำหรับเริ่มทำงานหรือทำพิธีการ

การคำนวณปฏิทิน เริ่มจากการคำนวณวันเถลิงศก หรือวันขึ้นปีใหม่ของปีจุลศักราช ว่าตรงกับวันขึ้นแรมกี่ค่ำ เป็นวันใดในสัปดาห์ และตรงกับวันที่เท่าใดทางสุริยคติ ปีจุลศักราชจะหาได้จาก พ.ศ. ลบด้วย ๑๑๘๑ (แต่วันก่อนวันเถลิงศกคือ ๑ มกราคม ถึง ๑๕ เมษยน ยังเป็น จ.ศ. เดิมอยู่)

การ คำนวณปฏิทินเริ่มตั้งแต่การหาหรคุณเถลิงศก หรือจำนวนวันนับตั้งแต่วันตั้งจุลศักราชมาถึงวันเถลิงศกปีนั้น ใช้สูตรตามคัมภีร์สุริยยาตร ตัวอย่างเช่น จ.ศ. ๙๕๕

จ.ศ. ๙๕๕ X ๒๙๒๒๐๗ + ๓๗๓ ได้เท่าใด หารด้วย ๘๐๐ ผลลัพธ์เป็นจำนวนเต็มทั่วใด เพิ่มขึ้นอีก ๑ วัน เป็นหรคุณเถลิงศก = ๓๔๘๘๒๓

การ คำนวณหาดิถีขึ้นแรม หรคุณ ๓๔๘๘๒๓ X ๑๑ + ๖๕๐ ได้เท่าใด หารด้วย ๖๙๒ ได้ผลลัพธ์ ๕๕๔๕.๘ นำไปบวกกับหรคุณได้ ๓๕๔๓๖๘.๘ แล้วหารด้วย ๓๐ เหลือเศษ ๘.๘ เป็นดิถีคือขึ้น ๙ ค่ำ ถ้าดิถีเกิน ๑๕ เอา ๑๕ ลบ เลขที่เหลือเป็นจำนวนค่ำของวันข้างแรม แต่วันขึ้นแรมที่แท้จริงอาจจะผิดจากดิถีไปข้างมากหรือน้อยได้ไม่เกินสองวัน สุดแท้แต่การวางอธิกวารและอธิกมาสของโหรแต่ละประเทศ

การคำนวณว่าวัน เถลิงศกตรงกับวันใดในสัปดาห์ หรคุณ ๓๔๘๘๒๓ หารด้วย ๗ เหลือเศษ ๖ นับเศษ ๑ เป็นวันอาทิตย์ เศษ ๒ เป็นวันจันทร์ นับไปจนถึงเศษ ๖ เป็นวันศุกร์

วัน เถลิงศก จ.ศ. ๙๕๕ จึงเป็นวันศุกร์เดือน ๕ ขึ้น ๙ ค่ำ เพราะมีกฎวางไว้ว่าวันเถลิงศกจะต้องอยู่ในระหว่างวันขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๕ ไปถึงขึ้น ๕ ค่ำเดือน ๖

การเทียบว่าวันเถลิงศกจะตรกับวันที่เท่าใดตามปฏิทินเกรกอเรียนตามสูตรของศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร ดังนี้

ค.ศ. X ๒.๐๗ + ๕๘๗.๐๗ ได้เท่าใด หารด้วย ๘ ได้ผลลัพธ์ = ง เศษปัดทิ้ง

[(ค.ศ.-๑) / ๔] – [(ค.ศ.-๑) / ๑๐๐)] + [(ค.ศ.-๑) / ๔๐๐] = จ

เลข แต่ละจำนวนเมื่อหารเสร็จแล้วปัดเศษทิ้งทุกครั้ง วันเถลิงศกจะตรงกับวันที่ ง-จ ในปี เช่น จ.ศ. ๙๕๕ ตรงกับ ค.ศ. ๙๕๕ + ๖๓๘ = ค.ศ. ๑๕๙๓

๑๕๙๓ X ๒.๐๗ + ๕๘๗.๐๗ ได้ ได้ ๓๘๘๔.๕๘ หารด้วย ๘ ได้ ๔๘๕ = ง

[(๑๕๙๓-๑) / ๔] – [(๑๕๙๓-๑) / ๑๐๐)] + [(๑๕๙๓-๑) / ๔๐๐] = ๓๙๘ – ๑๕ + ๓ = จ

ง – จ = ๔๘๕ – ๓๘๖ = ๙๙

วัน เถลิงศกจึงตรงกับวันที่ ๙๙ ในปี ค.ศ. ๑๕๙๓ (นับตั้งแต่ ๑ มกราคมเป็นต้นไป) คือวันที่ ๙ เมษายน นั่นเอง ในการนับวันที่ในปีจะต้องคำนึงถึงว่าใน ค.ศ. นั้นมีวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ด้วยหรือไม่

กาลโยคประจำปี คำนวณได้ดังนี้

ถ้า จะหาธงชัยในปีใด ให้ตั้งจุลศักราชลง เอา ๑๐ คูณแล้วบวกด้วย ๓ ตั้งเป็นเกณฑ์เอา ๗ หารเกณฑ์เศษเป็นวาร (วันในสัปดาห์) ธงชัย เอา ๘ หารเกณฑ์ เศษเป็นยามธงชัย เอา ๑๒ หารเกณฑ์ เศษเป็นราศีธงชัย เอา ๒๗ หารเกณฑ์ เศษเป็นฤกษ์ธงชัย เอา ๓๐ หารเกณฑ์ เศษเป็นดิถีธงชัย

ถ้าจะหา อธิบดีในปีใด ให้ตั้งจุลศักราชลง เอา ๔๙๘ หารใช้เศษเป็นเกณฑ์ เอา ๗ หารเกณฑ์ เศษเป็นวารอธิบดี เอา ๘ หารเกณฑ์ เศษเป็นยามอธิบดี ตัวเลขที่เป็นตัวหารเป็นแบบเดียวกับกรณีธงชัย

ถ้าจะหาอุบาทว์ในปีใด ให้ตั้งจุลศักราชคูณด้วย ๑๐ แล้วบวกด้วย ๒ เป็นเกณฑ์ ใช้ตัวหารแบบเดียวกับการหาธงชัย

ถ้า จะหาโลกาวินาศในปีใด ให้ตั้งจุลศักราชลงเอา ๑๑๒๐ บวกเป็นเกณฑ์ เอา ๗ หารเกณฑ์ได้เศษเป็นวารโลกาวินาศ ส่วนยาม ราศี และฤกษ์ก็เปลี่ยนตัวหารแบบเดียวกับการหาธงชัย

Post to Twitter


บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
no matches
 
asaengrit@hotmail.com
kaminrider@hotmail.com
jarus@hotmail.com
info@maxx.me
086 654 7376
087 187 7707
053 221 097