September 24, 2009

ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 7 (เมษายน-พฤษภาคม) ประเพณีเป็กข์ตุ๊บวชพระ

ประเพณีเป็กข์ตุ๊บวชพระ

ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 7 (เมษายน-พฤษภาคม)
ประเพณีขึ้นธาตุเจดีย์

—————————-

1. ชื่อ ประเพณีเป็กข์ตุ๊บวชพระ

คำว่า เป็กข์ มาจากภาษาบาลีว่า อุปสมฺปทาเปกฺข หมายถึง การอุปสมบทพระภิกษุ
คำว่า ตุ๊ มาจากคำว่า สวาธุเจ้า ทางไทเขินและล้านนาใช้เป็นคำเรียกขานพระสงฆ์หรือพระภิกษุ
ดังนั้น คำว่า เป็กข์ตุ๊ หมายถึง การอุปสมบทพระภิกษุ
ส่วนคำว่า บวช มาจากภาษาบาลีว่า ปวช หมายถึง การเว้นจากการเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นให้ลำบาก ภาษาไทยนำมาใช้ในคำว่า บรรพชา ซึ่งมาจากภาษาบาลีว่า ปพฺพชฺช หมายถึง การบวช
ส่วนคำว่า พระ ทางไทเขินและล้านนาใช้เป็นคำเรียกขาน สามเณร
ดังนั้นคำว่า บวชพระ จึงหมายถึงการบวชสามเณร
ประเพณีเป็กข์ตุ๊บวชพระ จึงหมายถึงประเพณีการอุปสมบทพระภิกษุและการบรรพชาสามเณร

2. ระยะเวลา

ประเพณีเป็กข์ตุ๊บวชพระของชาวไทเขิน นครเชียงตุง นิยมจัดในเดือน 7 (ประมาณเดือน เมษายน – พฤษภาคม) ของแต่ละปี แต่ในบางเดือนก็จัดให้มีการเป็กข์ตุ๊บวชพระด้วยเช่นกัน เช่น เดือน 4 เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเจ้าภาพ ยกเว้นช่วงเข้าพรรษาจะไม่มีการเป็กข์ตุ๊บวชพระ โดยทั่วไปจะกำหนดจัดงาน 2 วัน คือ วันดาหรือวันเตรียมงานและวันทำพิธีบรรพชาอุปสมบท

3. ผู้ที่บทบาทในกิจกรรม

ผู้ที่มีบทบาทในพิธีเป็กข์ตุ๊บวชพระประกอบด้วย
1. พระอุปัชฌาย์และพระสงฆ์ การเป็กข์ตุ๊บวชพระจัดเป็นสังฆกรรมในพุทธศาสานา จึงมีข้อกำหนดให้พระสงฆ์เข้าร่วมสังฆกรรม ได้แก่ ถ้าเป็นพิธีอุปสมบทพระภิกษุกำหนดให้พระสงฆ์เข้าร่วมพิธี 5 รูปขึ้นไป แต่ถ้าเป็นการบรรพชาสามเณรไม่กำหนดจำนวนสงฆ์ แต่ให้มีพระอุปัชฌาย์ทำหน้าที่ให้การบรรพชาเป็นสำคัญ
บทบาทพระสงฆ์ในพิธีมีดังนี้
พระอุปัชฌาย์ มีหน้าที่ให้การบรรพชาอุปสมบทพร้อมกับให้ศีล สอบถามคุณสมบัติของผู้บวช และให้อนุสาสน์แก่พระภิกษุใหม่
พระคู่สวด 4 รูป มีหน้าที่สวดสมมติและสวดญัตติในพิธีอุปสมบท
พระอันดับ เป็นพระสงฆ์ที่เข้าร่วมพิธีและเป็นสักขีพยานในการอุปสมบทจำนวน 3 รูปขึ้นไป ยกเว้นการบวชพระ (บรรพชาสามเณร) จะมีแต่พระอุปัชฌาย์ ไม่มีพระสงฆ์คู่สวด เนื่องจากไม่มีการสวดสมมติและสวดญัตติ
ในตัวเมืองเชียงตุงและบางท้องที่ มักจะนิมนต์สมเด็จอาชญาธรรมพระเจ้าเป็นพระอุปัชฌาย์เสมอ เนื่องจากเป็นพระเถระผู้ใหญ่ ดำรงตำแหน่งทางการปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์เชียงตุง ยกเว้นกรณีที่สมเด็จอาชญาธรรมพระเจ้าไม่สามารถรับเป็นอุปัชฌาย์ได้ ก็จะนิมนต์พระสงฆ์รูปอื่นที่มีอาวุโสรองลงมาเป็นพระอุปัชฌาย์แทน
2. มัคคนายก เป็นผู้นำกล่าวคำไหว้พระ รับศีล โอกาสเวนทาน และจัดลำดับขั้นตอนพร้อมกับประสานงานระหว่างเจ้าภาพกับพระสงฆ์
3. ผู้ที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุหรือบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อตัดสินใจเป็นที่แน่นอนแล้วว่าจะบวช ผู้ปกครองจะนำดอกไม้เทียนและพาบุตรหลานผู้ที่จะบวชไปกราบเจ้าอาวาส พร้อมกับแจ้งความประสงค์ว่าจะบวชเป็นพระภิกษุหรือสามเณรและปรึกษาหารือเกี่ยวกับกำหนดวันเวลาที่จะทำพิธีบวช จากนั้นผู้ปกครองจะฝากบุตรหลานผู้ที่จะบวชกับเจ้าอาวาสให้อยู่เป็นขโยม (เด็กวัด) อุปัฏฐากพระสงฆ์ที่วัดไปก่อนสักระยะหนึ่ง เพื่อศึกษาเรียนรู้ฝึกท่องคำขอบวช บทสวดมนต์ บทเทศน์ และคำให้พรต่าง ๆ โดยเจ้าอาวาสจะเป็นผู้ดูแลกำกับเอง หรือบางครั้งอาจจะมอบหมายให้พระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่งรับหน้าที่เป็นพระพี่เลี้ยงคอยดูแลสั่งสอนแทน
4. พ่อแม่ญาติพี่น้องตลอดถึงคณะศรัทธาทั่วไป เมื่อพ่อแม่รู้ว่าลูกจะบวชก็จะดีใจพร้อมกับจัดเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ เช่น เครื่องบวช เครื่องอุปโภคบริโภค เป็นต้น มีการบอกกล่าวข่าวสารการบวชให้เพื่อนบ้านญาติมิตรสหายได้รับรู้ บางคนก็เชิญด้วยปากเปล่า บางคนก็เชิญด้วยการพิมพ์บัตรเชิญ ส่วนเพื่อนบ้านญาติมิตรสหายเมื่อรู้ข่าวแล้วก็จะมาช่วยตระเตรียมสิ่งของต่าง ๆ เพื่อให้งานบวชเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและถือว่าเป็นสร้างกุศลร่วมกัน
ส่วนคนที่ไม่มีลูกชาย แต่มีจิตศรัทธาอยากจะเป็นเจ้าภาพบวชพระเป็กข์ตุ๊ ก็จะไปสืบถามว่ามีเด็กคนไหนอยากบวช แต่พ่อแม่ไม่มีเงินที่จะนำมาเป็นค่าใช้จ่ายได้ ก็จะอาสารับเป็นเจ้าภาพบวชให้ โดยที่พ่อแม่ของเด็กไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายใด ๆ เรียกเจ้าภาพงานบวชลักษณะนี้ว่า พ่อออกแม่ออก

4. ที่มาของประเพณี

การที่พ่อแม่มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนายินยอมให้ลูกหลานได้บวช ถือได้ว่าเป็นการสร้างกุศลอันยิ่งใหญ่ โดยเชื่อกันว่า อานิสงส์ที่ลูกได้บวชพระเป็กข์ตุ๊จะทำให้ชีวิตของพ่อแม่มีความสุข เมื่อล่วงลับดับขันธ์ไปแล้วดวงจิตวิญญาณจะได้ขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ส่วนผู้ที่บวชพระเป็กข์ตุ๊เองก็จะได้อานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่ทั้งในโลกนี้และในโลกหน้าเหมือนกัน นอกจากนั้นยังถือว่าผู้ที่บวชเป็นศาสนทายาท เป็นลูกของพระพุทธเจ้าที่แท้จริง เป็นผู้ที่มีความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่และถือเป็น คนสุก คือเป็นคนที่ผ่านการอบรมบ่มนิสัยด้วยพระธรรมวินัยมาเป็นอย่างดีแล้ว ถ้าลาสิกขาจากพระออกมาก็เรียกว่า ขนาน หรือ หนาน และถ้าลาสิกขาจากสามเณรก็เรียกว่า น้อย ส่วนคนที่ยังไม่ผ่านการบวชพระเป็กข์ตุ๊นั้นถือว่าเป็น คนดิบ ดังนั้นประเพณีการบวชพระเป็กข์ตุ๊นั้นจึงมีที่มาจากคติความเชื่อและศรัทธาความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา

5. ความสำคัญของประเพณี

การเป็กข์ตุ๊บวชพระเป็นประเพณีนิยมของชาวพุทธในเชียงตุง เนื่องจากเป็นการสร้างศาสนทายาท สืบต่ออายุของพระพุทธศาสนา โดยเชื่อกันว่าพระพุทธศาสนาจะดำรงอยู่ตลอด 5,000 พระวัสสา การที่พระพุทธศาสนาจะเจริญมั่นคงได้นั้นต้องอาศัยพุทธบริษัท 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ซึ่งจะต้องช่วยกันจรรโลงรักษาเอาไว้ โดยเฉพาะการอุปสมบทพระภิกษุและบรรพชาสามเณรซึ่งเป็นศาสนทายาทที่สำคัญ

6. เครื่องประกอบพิธี

ผ้ากาสาวพัสด์พร้อมลูกประคำและเทียนในพิธีบรรพชาสามเณร


ประเพณีการบวชพระเป็กข์ตุ๊มีเครื่องประกอบพิธีดังนี้
1. เครื่องบรรพชาอุปสมบท    ได้แก่ ไตรจีวร บาตร ตาลปัตร ลูกประคำ
2. ห่อพก (ห่อป้ก) เครื่องสังฆทานสำหรับถวายพระสงฆ์ห่อด้วยผ้าขาว ข้างในบรรจุสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น สบู่ ยาสระผม บุหรี่ ไม้ขีดไฟ เทียน ข้าวตอก เงินจั๊ดจำนวนหนึ่ง เป็นต้น
3. เครื่องอุปโภคบริโภค เช่น กระติกน้ำ ปิ่นโต ร่ม รองเท้า ผ้าห่ม ผ้าปูนอน หมอน เสื่อ อาหารคาวหวาน เป็นต้น
4. เครื่องสักการะ เช่น ช่อดอกไม้ ช่อเทียน ช่อเงินจ๊าด ข้าวตอก เทียน เป็นต้น

7. ขั้นตอนการประกอบพิธี

ประเพณีการเป็กข์ตุ๊บวชพระของชาวไทเขิน นครเชียงตุง นิยมจัด 2 วัน กล่าวคือ

วันแรก เป็นวันดา (วันเตรียมงาน) บรรดาพ่อแม่ญาติพี่น้องมิตรสหายและเพื่อนบ้าน หรือเจ้าภาพจะพากันแต่งดาเครื่องบวชและเครื่องอุปโภคบริโภคหรือครัวทานให้เป็นหมวดหมู่และประดับประดาให้สวยงามเพื่อเตรียมแห่รอบเมืองในเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อจัดแต่งดาครัวทานเสร็จเรียบร้อยแล้วตอนกลางคืนก็จะมีการสมโภชครัวทานและแสดงความยินดีกับลูกแก้วที่จะเข้าสู่พิธีบรรพชาอุปสมบทในวันพรุ่งนี้

ลูกแก้วหรือนาคกราบและรับผ้าจากพ่อแม่

วันที่สอง เป็นวันทำพิธีบรรพชาอุปสมบท จัดเป็นวันสำคัญ มีลำดับพิธีการดังนี้
ตอนเช้าตรู่เวลาประมาณ 04.30 น. เมื่อบรรดาพ่อแม่ญาติพี่น้องมิตรสหายและเพื่อนบ้านหรือเจ้าภาพเตรียมการแล้วจะพากันแห่ลูกแก้ว(นาค)และครัวทานรอบถนนตัวเมืองหรือหมู่บ้านก่อน จากนั้นก็จะแห่เข้าสู่วิหาร ในการบรรพชาสามเณรจะใช้วิหารเป็นสถานที่ประกอบพิธี ส่วนการอุปสมบทพระภิกษุจะใช้อุโบสถเป็นสถานที่ประกอบพิธี
พิธีการบรรพชาสามเณรเริ่มขึ้น เมื่อลูกแก้วผู้บวชเป็นสามเณรนั้นได้ขอขมาพระรัตนตรัย และกล่าวสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย จากนั้นก็ยกพานข้าวตอกและเทียนไปประเคนที่พระพุทธรูป 2 คู่ พระธรรม 1 คู่ พระสงฆ์ 2 คู่ แล้วกลับมานั่งระหว่างสงฆ์ที่หน้าอาสนะสำหรับพระสงฆ์ (แท่นสังฆ์ ) แล้วกล่าวคำอาราธนาศีลและรับศีล 5 พร้อมกับกล่าวคำขอขมา (สูมา) พระรัตนตรัย และคำขอบรรพชา
เมื่อกล่าวเสร็จแล้วก็เปลี่ยนมาครองผ้าไตรซึ่งพระสงฆ์จะช่วยนุ่งให้ แต่ถ้าผู้ที่บวชมีมากและพระสงฆ์มีน้อย ก็จะอนุญาตให้คณะศรัทธาหรือพ่อของลูกแก้วช่วยนุ่งห่มให้ก็ได้ ถ้านุ่งเรียบร้อยแล้วก็จะนั่งคุกเข่าหันหน้าไปทางพระพุทธรูปกราบลง 3 ครั้ง แล้วมานั่งระหว่างพระสงฆ์กล่าวคำขอขมาสงฆ์และถวายผ้าพก (เครื่องไทยทาน) จากนั้นพระอุปัชฌาย์จะให้กัมมัฏฐานและให้ศีล ลำดับสุดท้ายสามเณรใหม่กล่าวคำขอพระอุปัชฌาย์และนำดอกไม้และเทียน 2 คู่ไปขอเอาสมญานามหรือชื่อภาษาบาลีจากพระอุปัชฌาย์ต่อไป

พิธีบรรพชาสามเณร (บวชพระ) ตอนเช้าตรู่

เมื่อจะอุปสมบทเป็นพระภิกษุต่อไปอีก ก็ต้องเปลี่ยนสถานที่ไปทำพิธีที่อุโบสถ โดยจะมีพระอุปัชฌาย์ ๑ รูป ส่วนมากจะนิมนต์สมเด็จอาชญาธรรมพระเจ้ามาเป็นพระอุปัชฌาย์ หรืออาจจะนิมนต์พระสงฆ์รูปอื่นที่มีอาวุโสรองลงมาเป็นพระอุปัชฌาย์ และมีพระสงฆ์จำนวนหนึ่งตั้งแต่ ๕ ขึ้นไป เป็นพระคู่สวดและเป็นพระอันดับในพิธีอุปสมบท

พิธีอุปสมบทพระภิกษุ(เป็กข์ตุ๊)ในอุโบสถ

การอุปสมบทเริ่มขึ้น เมื่อสามเณรผู้จะอุปสมบทสะพายบาตรไขว้ข้างหลังแล้วยืนพนมมือด้วยเทียนและห่อป้ก เดินเหยียบผ้าขาวที่ปูยาวขึ้นอุโบสถ เมื่อเดินไปถึงประตูด้านในอุโบสถแล้วพระสงฆ์ 4 รูป จะนั่งเก้าอี้ถือพับสาบทสวดคู่ละ ๑ เล่ม สวดสมมติและสวดญัตติพร้อมกับสอบถามคุณสมบัติผู้ที่จะอุปสมบท จากนั้นผู้ที่จะอุปสมบทจะคุกเข่าเดินมากราบพระสงฆ์ พระอุปัชฌาย์จะสวดให้อนุสาสน์ ภิกษุใหม่กล่าวคำขอขมาสงฆ์เป็นอันเสร็จพิธีอุปสมบท

สมเด็จอาชญาธรรมพระเจ้า  พระอุปัชฌาย์สอนอนุสาสน์

จากนั้นพระอุปัชฌาย์พร้อมด้วยภิกษุใหม่และพระสงฆ์ทั้งหมดเดินเหยียบผ้าขาวที่ปูไว้ออกจากอุโบสถมารับบิณฑบาต (มักจะใส่บาตรด้วยเงินจั๊ด) จากญาติโยมที่ยืนเรียงรายนอกอุโบสถ แล้วก็ขึ้นวิหารประกอบ พิธีถวายทานต่อไป
เมื่อบรรพชาเป็นสามเณรและอุปสมบทเป็นพระภิกษุใหม่แล้วจะต้องอยู่ก๋ำ (อยู่ในระหว่างการควบคุมอาหารและพฤติกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์) ซึ่งจะนอนในวิหารและให้พรแก่ญาติโยมผู้ที่มาเป็นเจ้าภาพบวชและถวายสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคต่าง ๆ เป็นระยะเวลา 3 วัน ในระหว่างที่อยู่ก๋ำนั้น ภิกษุและสามเณรใหม่จะปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดโดยการเจริญเมตตาภาวนาด้วยวิธีการนั่งขัดสมาธิแล้วตกลูกประคำ พร้อมกับกล่าวคำภาวนาแล้วตกลูกประคำ ๑ เม็ดกำกับตลอดช่วงภาวนา ดังคำภาวนาว่า
มาตาปิตา สุขิตา โหนฺตุ – ตกลูกประคำหนึ่งรอบ
ทายกทานํ อนุโมทามิ ทายกา สุขิตา โหนฺตุ – ตกลูกประคำหนึ่งรอบ
เทวตา สุขิตา โหนฺตุ – ตกลูกประคำหนึ่งรอบ
อหํ สุขิตา โหมิ – ตกลูกประคำหนึ่งรอบ
พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ – ตกลูกประคำหนึ่งรอบ
ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ – ตกลูกประคำหนึ่งรอบ
สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ – ตกลูกประคำหนึ่งรอบ
บางครั้งก็ตกลูกประคำด้วยบทหัวใจพระคาถาว่า จี ปิ เส คิ ซึ่งเป็นคำย่อดังนี้ จี หมายถึง จีวรํ ปิ หมายถึง ปิณฺฑิปาตํ เส หมายถึง เสนาสนํ คิ หมายถึง คิลาน ทั้ง ๔ อย่างนี้เป็นการพิจารณาการใช้สอยปัจจัยเพื่อการดำรงชีวิตประจำวันที่เอื้อต่อการปฏิบัติธรรม ในช่วงอยู่ก๋ำนั้นทางผู้ปกครองญาติพี่น้องหรือผู้ที่มีศรัทธาจะผลัดกันมานอนเป็นเพื่อนด้วย เมื่อภาวนาอยู่ก๋ำครบ ๓ วันแล้วก็จะออกไปบิณฑบาตใน หมู่บ้านรอบวัดเพื่อเป็นการโปรดศรัทธา จากนั้นผู้เป็นพ่อก็จะนำข้าวตอกดอกไม้เทียนและตัวภิกษุสามเณรใหม่ไปฝากเป็นศิษย์เจ้าอาวาสให้ได้ศึกษาเล่าเรียนอักขระ การเทศน์ และการสวดต่อไป

การตักบาตรเงินจั๊ดหลังพิธีอุปสมบท

8. การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง

ปัจจุบันประเพณีการเป็กข์ตุ๊บวชพระของชาวไทเขินนครเชียงตุงยังเป็นที่นิยมปฏิบัติสืบกันอยู่ ส่วนการเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดเจนคือ การศึกษาของสามเณรและพระภิกษุ ซึ่งแต่ก่อนนั้นเมื่อบวชมาแล้วก็จะเรียนสวด เรียนเทศน์จากครูบาอาจารย์ที่วัด แต่ปัจจุบันสามเณรรูปใด ที่อายุยังน้อยยังเรียนไม่จบตามเกณฑ์ที่รัฐบาลพม่ากำหนด ก็ต้องไปเรียนหนังสือร่วมกับเด็กฆราวาสชาย-หญิงตามโรงเรียนใกล้บ้าน แต่ถ้าเรียนจบตามเกณฑ์แล้วก็มักจะออกเดินทางไปศึกษาหาความรู้ยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และจังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย บางรูปเมื่อศึกษาจบแล้วก็จะกลับมาเป็นเจ้าอาวาส เป็นครูสอน หรือเป็นผู้นำในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป

———————————-

ข้อมูลจากหนังสือประเพณี 12 เดือนเมืองเชียงตุง มจร. วิทยาเขตเชียงใหม่

Post to Twitter


บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
» ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 8 (พฤษภาคม-มิถุนายน) ประเพณีเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้าน » ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 7 (เมษายน-พฤษภาคม) ประเพณีขึ้นธาตุเจดีย์ » ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 6 (มีนาคม-เมษายน) ประเพณีปีใหม่สังขานต์ » ประเพณีเมืองเชียงตุง » ความเป็นมาของนครเชียงตุง

1 ความคิดเห็น »

  1. ดีใจที่ได้เข้ามาอ่านบทความในเว็บนี้มาก ผมก็เคยไปบาชมาแล้วครั้งหนึ่งสนุกมากๆ ซึ่งตอนเป็นส่างลองสนุกมาก แต่น่ากลัวมากบางคนเมาเหล้าแล้วให้ส่างลองขี่คอ กลัวตกครับ

    Comment by หละอ่อน เจียงฮาย — May 1, 2010 @ 3:52 pm

RSS feed for comments on this post. TrackBack URL

เขียนแสดงความคิดเห็น

 
asaengrit@hotmail.com
kaminrider@hotmail.com
jarus@hotmail.com
info@maxx.me
086 654 7376
087 187 7707
053 221 097