June 11, 2010

ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 8 (พฤษภาคม-มิถุนายน) ประเพณีเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้าน

เดือน8

ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 8 (พฤษภาคม-มิถุนายน)
ประเพณีเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้าน

————————————-

1.  ชื่อ   ประเพณีการเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้าน

ประเพณีเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้าน  เป็นการเซ่นไหว้หรือบวงสรวงดวงวิญญาณของเจ้าผู้ปกครองหรือเจ้าฟ้า  ซึ่งชาวเชียงตุงเชื่อว่าดวงวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าฟ้ายังปกปักรักษาเมืองเชียงตุงอยู่

2.  ระยะเวลา

ประเพณีการเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้านของชาวเชียงตุงจะจัดในช่วงเดือน  8  (ประมาณเดือน  พฤษภาคม  – มิถุนายน)  ของแต่ละปี  โดยจะเลือกเอาเดือน  8   ข้างแรม    (เดือน   8   ล่อง)    ตรงกับวันกาดเต่าหรือวันกาดดี  ซึ่งจะประกอบพิธีเลี้ยง  1  วัน

2.   ผู้ที่มีบทบาทในพิธี

ผู้ที่มีบทบาทในประเพณีการเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้านประกอบด้วย

1.  พ่อเมือง  หมื่นก๋ำ   พ่อปูก  และนายแจน   ทั้ง  4  นี้เป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบในการประกอบพิธีกรรมเลี้ยงเมืองโดยเฉพาะ  แต่ละคนมีหน้าที่หลักดังนี้     พ่อเมืองเป็นผู้ทำพิธีเซ่นสรวง    หมื่นก๋ำเป็นผู้จัดหาควาย     พ่อปูกเป็นผู้ฆ่าควาย    และนายแจนเป็นผู้จัดพิธี

2.  ประชาชนชาวเมืองเชียงตุง    แต่ก่อนชาวเชียงตุงทุกบ้านทุกครัวเรือนจะมีส่วนร่วมในการเลี้ยงเมือง เลี้ยงบ้าน    โดยจะมีการเก็บเงินทุกครอบครัวเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบพิธีแล้วจะต้องส่งสมาชิกคนใดคนหนึ่งในบ้านเข้าร่วมพิธีเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้านด้วย     ถ้าหากใครอยู่ใกล้จุดเลี้ยงเมืองจุดใด   ก็จะไปร่วมพิธีที่นั่น

4.  ที่มาของประเพณี

ประเพณีการเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้านมาจากความเชื่อที่สืบต่อกันว่า  แต่ละเมืองจะมีวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของอดีตเจ้าผู้ปกครองรักษาอยู่  ถ้าบ้านใดเมืองใดจัดให้มีการทำพลีกรรมดวงวิญญาณให้ถูกต้องและเป็นประจำทุกปี จะทำให้บ้านเมืองสงบสุข

เมืองเชียงตุงเป็นเมืองที่เก่าแก่มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมีเจ้าผู้ปกครองประมาณ  41 พระองค์ ครั้นเมื่อล่วงลับดับขันธ์ไปแล้วชาวเชียงตุงเชื่อว่า    ดวงวิญญาณของเจ้าผู้ปกครองเหล่านั้นยังปกปักรักษาเมืองเชียงตุงอยู่   จึงทำให้ชาวเชียงตุงมีความเคารพศรัทธา     เมื่อถึงกำหนดเวลาก็จะประกอบพิธีเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้านเพื่อบวงสรวง      ดวงวิญญาณเจ้าผู้ครองนครเหล่านั้น

5.  ความสำคัญของประเพณี

ประเพณีการเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้านเป็นสิ่งที่ชาวเชียงตุงได้ยึดถือปฏิบัติสืบกันมาช้านานทำให้เกิดความสบายใจผ่อนคลายความวิตกกังวลต่าง  ๆ  อีกทั้งยังเป็นการสร้างสรรค์ความรักความสามัคคีให้เกิดขึ้นในกลุ่มชาวเชียงตุง  นอกจากนั้นยังทำให้ชาวเชียงตุงได้ศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์บ้านเมืองของตนเอง  ทำให้เกิดความรักความหวงแหนแผ่นดินเกิด   ดังนั้นประเพณีการเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้านจึงมีความสำคัญต่อชาวเชียงตุงเป็นอย่างยิ่ง

6.  เครื่องประกอบพิธี

ในการเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้านจะประกอบด้วยเครื่องบูชาต่าง ๆ  เช่น   เนื้อหมัก  (เนื้ออุบ)   ยำเนื้อ (เนื้อส้า)    ปลาทอด  (ปลาจืน)   ไข่เค็ม (ไข่เเช่เกลือ)   ผักซ่อมทอด   ข้าวแคบ   ลูกหมากรากไม้   ดอกไม้   เทียน   เป็นต้น

7.  ขั้นตอนการประกอบพิธี

เมื่อใกล้จะถึงวันประกอบพิธีเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้าน ผู้ประกอบพิธีที่เจ้าฟ้าผู้ครองนครเชียงตุงตั้งไว้ 4  คน  คือ   พ่อเมือง  หมื่นก๋ำ   พ่อปูก  และนายแจน   ทั้ง  4  นี้จะทำหน้าที่ต่าง ๆ ในพิธีเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้าน    กล่าวคือจะพิจารณาดูว่า  ถ้าปีไหนเป็นปีเล็ก (ปีที่มีเดือน  9  หนเดียว)  จะเอาหมูมาประกอบพิธีบวงสรวง     แต่ถ้าปีไหนเป็นปีใหญ่ (ปีที่มีเดือน  9  สองหน)  จะเอาควายมาประกอบพิธีบวงสรวง     สมัยแต่ก่อนนั้นจะเลี้ยงด้วยควายดำ      ส่วนควายปอน   (ควายสีขาว)   จะไม่เอามาเลี้ยง     เมื่อรู้ว่าจะเอาสัตว์ชนิดใดมาเลี้ยงแล้วก็จะออกตามหาสัตว์ชนิดนั้น      แต่ถ้าเอาควายมาทำพิธีบวงสรวงก็จะมีพิธีซับซ้อนมากขึ้น  เพราะจะต้องเลือกเอาควายที่ถูกลักษณะเท่านั้นมาบวงสรวงได้   โดยจะเป็นหน้าที่ของหมื่นก๋ำที่จะต้องจัดหาควายมาเลี้ยง     ซึ่งควายที่จะใช้บวงสรวงนั้น จะใช้ควายสีดำที่มีหนังและมีขนสีขาวพาดใต้ลำคอคล้ายสร้อยคล้องคอ  เรียกว่า   ออม รอบใต้ลำคอ 1  อัน  เรียกว่า  ควายออมเดียว แต่ถ้าเป็นควายที่มี  2  ออม  ก็จะไม่เอามาบวงสรวง    สมัยก่อนนั้นถ้าใครมีควายสีดำที่มีลักษณะออมเดียวและมีลักษณะแข็งแรง  ก็เกรงว่า  จะถูกเอาไปบวงสรวงก็จะแอบเอาควายไปซ่อนในป่าแล้วจะแอบเอาฟางและน้ำไปให้ควายกิน    ส่วนหมื่นก๋ำก็จะออกตามหาควาย   ถึงแม้จะซ่อนควายไว้อย่างดีก็ตาม   แต่ถ้าผีเจ้าเมืองต้องการจะกินควายตัวนั้นก็จะทำให้สามารถตามหาจนพบ    เรียกว่า    ผีบั๊กไว้ เมื่อพบควายแล้ว  เจ้าของควายจะบอกว่าไม่ขาย   ก็ไม่ได้  จำเป็นต้องขายเพื่อให้เอาควายไปทำพิธีบวงสรวงเมือง

ในกรณีที่ไม่สามารถหาควายที่มีออมเดียวมาบวงสรวงเมืองได้     ก็จะหาควายที่มีลักษณะทั่วไปคือจะมี  2  ออมหรือไม่มีออมก็ได้     แต่ต้องทำพิธีเสี่ยงทายเอา     โดยพ่อเมืองซึ่งเป็นผู้ที่จะทำพิธีเซ่นสรวงพร้อมด้วยหมื่นก๋ำซึ่งเป็นผู้จัดหาควาย     พ่อปูกซึ่งเป็นผู้ที่จะฆ่าควาย   และนายแจน  ผู้ประกอบพิธี   ทั้ง  4  คนนี้จะนุ่งขาวห่มขาว  (นุ่งเสื้อเผือกผ้าขาว)   พันศีรษะด้วยผ้าขาวแล้วนำดอกไม้  เทียนเงิน  เทียนคำ   12  คู่ไปไหว้เทวดาเมืองเสียก่อนพร้อมกับบอกกล่าวให้รู้ว่า  พวกตนได้แสวงหาควายที่มีออมเดียวแล้วไม่พบ     ถ้าหากเจ้าเมืองอยากจะกินควายตัวใด  ก็ขอให้ควายตัวนั้นมากินฟางที่จัดเตรียมไว้       จากนั้นก็เอาดอกไม้เทียนใส่พาน(ขัน)เดินตามหาควายพร้อมกับนำฟางใส่ไม้คานแบกไปหาควายที่กำลังกินหญ้าอยู่  เมื่อไปถึงแล้ว   ถ้าควายตัวไหนที่ผีเจ้าเมืองอยากกิน  ก็จะแสดงอาการหวาดกลัว  โดยจะวิ่งหนีแล้ววิ่งกลับมากินฟางอีก ทำอย่างนี้ซ้ำกันหลาย ๆ ครั้ง  จากนั้นผู้ประกอบพิธีทั้ง  4  คนก็จะพากันจับควายแล้วเอาเชือกมัดไว้แล้วจูงมาหาเจ้าของควายว่า  เป็นของใคร  เมื่อรู้ว่าใครเป็นเจ้าของแล้ว   ผู้ที่เป็นเจ้าของควายจำเป็นต้องขายให้  จากนั้นก็จะสานเฉลว  (เชียงตุงและเชียงใหม่ เรียกว่า ตาเเหลว ซึ่งสานด้วยไม้ไผ่)  มัดติดไว้กับหน้าผากควาย  เพื่อเป็นเครื่องหมายว่าเจ้าเมืองต้องการควายตัวนี้

เมื่อได้ควายตามลักษณะแล้ว   พ่อปูกจะเป็นผู้ฆ่าควายเอาไปบวงสรวง  แต่ก่อนนั้นจัดพิธีบวงสรวงที่หนองจันทร์   สิบสามหลัก  ดอยเปรต (เผต)  ซึ่งพ่อเมือง  หมื่นก๋ำ  พ่อปูก  นายแจน  ทั้ง  4  นี้จะพากันไปทำถนนและเปิดประตูให้   ซึ่งในสมัยที่ยังมีเจ้าฟ้าอยู่   เจ้าฟ้าก็จะไปร่วมทำพิธีด้วย    ส่วนการบวงสรวงนั้นจะมีการฆ่าควายแล้วปรุงรสด้วยแกงเนื้อ (แกงอ่อม)  และลาบ   โดยจะไม่มีการชิมรสล่วงหน้าก่อนการทำพิธีบวงสรวง     พอปรุงรสเสร็จแล้วก็จะตักใส่จานและถ้วยที่เตรียมไว้สำหรับการบวงสรวงเมือง จากนั้นจะตักน้ำแกงเนื้อใส่กระบอกไม้ไผ่  เพื่อที่จะนำไปเป็นน้ำเชื้อแกงเนื้อบวงสรวงเมืองในสถานที่อื่น ๆ ต่อไป

พอถึงเวลาบวงสรวงเมือง   พ่อเมืองก็จะเรียกชาวบ้านมาชุมนุมกันแล้วก็ทำพิธีบวงสรวง   โดยมีพ่อเมือง   หมื่นก๋ำ   นายแจน  และพ่อปูกเป็นผู้ประกอบพิธี (โยง)       คำโอกาสที่กล่าวบวงสรวงเจ้าเมืองนั้น   จะกล่าวถึงเจ้าพ่อผายู   เจ้าเจ็ดพันตู   เจ้าค้าง   เจ้าหนองต่าง    นางเอ้ย      เจ้าที่     นางอี่     เจ้าแดง    และเจ้าเมืองต่าง ๆ    เมื่อบวงสรวงเมืองเสร็จแล้ว      ก็จะทำเสาเจนเมืองให้ชาวเมืองช่วยกันลากไปมาตั้งไว้แล้วขอน้ำฟ้าสายฝนให้ตกลงมา เพราะเป็นช่วงที่ใกล้จะทำนา โดยเสาเจนเมืองนี้จะห่อและพันด้วยเชือกขาวและแดง มีดอกไม้เทียน 4 คู่ เป็นเครื่องบูชา  นอกจากนั้นยังมีการฝังหลักช้างและหลักม้าไว้ที่ข้างหอประกอบพิธีด้วย   จากนั้นก็จะรับประทานอาหารร่วมกัน

เมื่อทำพิธีที่หนองจันทร์   สิบสามหลัก   ดอยเผตเสร็จแล้วก็จะย้ายมาทำพิธีที่บ้านดงน้อย   ดงขุน  ดงก๋ำ  ซึ่งจะมีชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งเตรียมหม้อข้าวหม้อแกงรออยู่ที่นั่น   หมื่นก๋ำก็จะนำน้ำเชื้อแกงเนื้อ (แกงอ่อม) ที่ใส่กระบอกไม้ไผ่มานั้นเทใส่หม้อแล้วทำการแกงเนื้อทำพิธีบวงสรวงเมืองในสถานที่นั้นอีก โดยนำเนื้อควายที่จัดแบ่งไว้มาทำพิธีบวงสรวง     แล้วก็ตักน้ำเชื้อแกงเนื้อใส่กระบอกไม้ไผ่อีกเหมือนเดิม     นำไปทำพิธีบวงสรวงที่ดงป่าตาล   หนองหอย   หนองเจ้าฟ้าน้อย  และหนองหอยสามต่อไป

ในการบวงสรวงเมืองของชาวเชียงตุงจะมีประเพณีการอ่านมาตกินปางประกอบด้วย ซึ่งเป็นการขับขานชนิดหนึ่ง    โดยจะมีผู้เข้าร่วมการอ่านมาตจำนวน  4 – 5  คน      แต่ในกรณีที่มีคนที่สามารถอ่านได้หลายคนก็สามารถนั่งอ่านร่วมกันได้  บางคนก็สามารถท่องจำได้   บางคนก็อ่านตามพับไทเขินที่บันทึกไว้

ในการบวงสรวงเมืองที่หนองจันทร์จะมีการสานไม้ไผ่ซึ่งมีขนาดพอประมาณ  เรียกว่า  แตะ จำนวน   12  อัน  จะใส่เครื่องบูชาประกอบด้วยใบพลู ใบหมากเกี๋ยง  เทียน  และดอกไม้ แล้วจะใส่เฉลว (ตาแหลว)  4  อัน  4  มุม   พร้อมกับทำค้างสำหรับวางแตะเครื่องบูชาแล้วจะมีเฉลวขนาดใหญ่ (ตาแหลวหลวง)   จำนวน  12  อัน  ปักเรียงรายกัน  มีกระทงจำนวน  4  อัน ซึ่งทำจากใบตองกล้วยขนาดเล็กบรรจุสิ่งของต่าง ๆ  เช่น  ข้าว   เนื้อสัตว์   ขนมข้าวปอง  และผลไม้  แล้วก็วางเรียงรายกัน     นอกจากนั้นก็จะมีสำรับอาหาร  2   สำรับใส่ข้าวและลาบสำหรับบวงสรวงเมือง

ผู้ที่ทำหน้าที่โยงหรือบวงสรวงเมืองคือ   พ่อเมือง   หมื่นก๋ำ     พ่อปูก  และ นายแจน   ทั้ง  4  คนนี้จะนุ่งขาวห่มขาว  คาดศีรษะด้วยผ้าขาว  จะจุดเทียนถือดอกไม้บูชาแล้วก็อ่านมาตกินปาง  (การขับขานที่ใช้สำหรับพิธีบวงสรวง)     เมื่ออ่านมาตกินปางจบก็จะมีการเสี่ยงทายว่า    ผีเจ้าเมืองมารับสิ่งของที่จัดบวงสรวงไว้หรือไม่     โดยจะเสี่ยงหยิบเมล็ดข้าวเปลือกที่เตรียมไว้  ถ้าได้จำนวนคู่ซึ่งเรียกว่า    คู่หาบคู่บุง ก็แสดงว่าผีเจ้าเมืองได้รับรู้และมารับเครื่องบูชาที่จัดบวงสรวงแล้ว     แต่ถ้าได้จำนวนคี่แสดงว่า   เจ้าเมืองยังไม่รับรู้และยังไม่มารับสิ่งของนั้น ๆ    ก็จะต้องอ่านมาตกินปางต่อไปอีก  2-3  แถวแล้วก็เสี่ยงทายอีก   จนกว่าจะได้เมล็ดข้าวเปลือกเป็นจำนวนคู่    เมื่อเสี่ยงทายจนรู้ว่าผีเจ้าเมืองได้รับรู้และรับเอาเครื่องบูชาที่จัดบวงสรวงไว้แล้ว     ผู้คนทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบพิธีและผู้เข้าร่วมพิธีจะพากันกล่าวสำเนียงว่า   อย่าเอ้ยเฮ้ย   จำนวน  3  ครั้ง   จากนั้นก็จะพากันรับประทานอาหารร่วมกันเป็นเสร็จพิธี

8.  การปรับเปลี่ยนประเพณี

ประเพณีการเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้านของชาวนครเชียงตุงยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านเครื่องบูชา  ขั้นตอนการประกอบพิธีที่ชัดเจน       แต่มีการเปลี่ยนแปลงด้านผู้ประกอบพิธี     อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  ในอดีตจะมีเจ้าฟ้ามาเป็นประธานในการเลี้ยงเมืองเลี้ยงบ้านเป็นประจำ  แต่ปัจจุบันไม่มีเจ้าฟ้า จึงเชิญผู้ดูแลด้านการปกครองในเชียงตุง ซึ่งเป็นคนของรัฐบาลพม่ามาเป็นประธานประกอบพิธีแทน

Post to Twitter


บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
» ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 7 (เมษายน-พฤษภาคม) ประเพณีเป็กข์ตุ๊บวชพระ » ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 7 (เมษายน-พฤษภาคม) ประเพณีขึ้นธาตุเจดีย์ » ประเพณีเมืองเชียงตุง : เดือน 6 (มีนาคม-เมษายน) ประเพณีปีใหม่สังขานต์ » ประเพณีเมืองเชียงตุง » ความเป็นมาของนครเชียงตุง

ยังไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น »

ยังไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น

RSS feed for comments on this post. TrackBack URL

เขียนแสดงความคิดเห็น

 
asaengrit@hotmail.com
kaminrider@hotmail.com
jarus@hotmail.com
info@maxx.me
086 654 7376
087 187 7707
053 221 097