August 22, 2009

ตุงล้านนา

tung01

โดย เบญจพล สิทธิประณีต

—————————————-

ตุง” เป็นภาษาถิ่นภาคเหนือ หมายถึง “ธง” ในภาษาไทยภาคกลางตรงกับลักษณะของธงอินเดียประเภท “ปฎากะ” ที่มีลักษณะเป็นแผ่นใช้ห้อยลงมาโดยผูกติดกับปลายไม้ หรือปลายเสาพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ ได้ให้ความหมายคำว่า “ธง” ไว้ว่าหมายถึงผืนผ้า โดยมากมีสีและบางอย่างมีลวดลายเป็นรูปต่างๆที่ทำด้วยกระดาษและสิ่งอื่นๆ ก็มีสำหรับใช้เป็นเครื่องหมายบอกชาติตำแหน่งในราชการ เครื่องหมายแบบสากลนิยม เครื่องหมายเดินทะเลคณะสมาคมอาคารและอื่นๆ ใช้เป็นอาณัติสัญญาณเครื่องหมายตกแต่งสถานที่ในงานรื่นเริงหรือถือเข้าขบวนเป็นต้นการใช้ธงปรากฏหลักฐานนานนับพันปีแล้วมีการพัฒนารูปแบบตามความเชื่อในแต่ละสังคมและยังคงใช้กันแพร่หลายจนกระทั่งปัจจุบัน

การใช้ตุงทางภาคเหนือปรากฏหลักฐานเป็นครั้งแรกในตำนานพระธาตุดอยตุง ซึ่งกล่าวถึงการสร้างพระธาตุไว้ว่า เมื่อพระมหากัสสปเถรเจ้า ได้นำเอาพระบรมอัฐิธาตุพระรากขวัญเบื้องซ้ายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาถวายแด่พระยาอชตราช กษัตริย์ลำดับที่ ๓ แห่งราชวงศ์สิงหนวัติ พระองค์ทรงขอเอาที่แดนของพญาลาวจกในหมู่เขาสามเส้า เป็นที่ก่อสร้างสถูปบรรจุพระบรมธาตุเมื่อจะสร้างพระมหาสถูปนั้นให้ทำ “ตุงตะขาบใหญ่” ยาวถึงพันวาปักไว้บนยอดดอยปู่เจ้าหางตุงปลิวไปเพียงใดกำหนดหมายไว้เป็นฐานพระสถูปเพียงนั้น

ศิลาจารึกวัดพระยืนซึ่งพบที่วัดพระยืน อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ซึ่งมีความตอนหนึ่งว่า “…..วันนั้นตนท่านพระญาธรรมิกราชปริพารด้วยฝูงราชโยธามหาชน ลูกเจ้าลูกขุน มนตรีทั้งหลาย ยายกันให้ถือช่อทง เข้าตอกดอกไม้ไต้เทียนตีพาดดังพิณค้องกลองปี่ สรไนพิสเนญชัยทะเทียด กาหลแตรสังข์กังสดาล”

ซึ่งหมายความว่าในปี พ.ศ.๑๙๑๓ นั้น เจ้าท้าวสองแสนนาหรือพระเจ้ากือแห่งเมืองเชียงใหม่ และข้าราชบริพารไปต้อนรับพระสุมนเถระ ซึ่งมาจากสุโขทัยในกลุ่มผู้ที่ไปรอต้อนรับพระสุมนเถระนั้น ก็ได้ยืนเรียงรายกันถือเครื่องสักการะต่างๆ เช่น ถือช่อคือธงสามเหลี่ยมขนาดเล็กและถือทงคือ ธง ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า ตุง หรือ ทุง อยู่ด้วย ตุงอาจแยกได้หลายชนิดทั้งการแยกตามวัสดุแยกตามขนาด และแยกตามหน้าที่การใช้งาน

ชาวเหนือนิยมใช้ตุงในพิธีกรรมต่างๆ ทั้งทางศาสนาและประเพณีที่เกี่ยวกับชีวิตรูปทรงของตุงมีลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมยาวห้อยลงทางด้านล่างส่วนตุงที่เป็นรูป ๓ เหลี่ยมหรือใช้แต่งขนานไปกับพื้นเรียกว่า “จ้อ” หรือ “ช่อ” ทั้งตุงและจ้อมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปตามคุณสมบัติวัสดุรูปทรงหรือการใช้งาน

จ้อ” และ “ตุง” ที่ใช้กันอยู่ในภาคเหนือมีหลายชนิดมีชื่อเรียกตามลักษณะการใช้งานหรือรูปทรง

จ้อน้อย เป็นจ้อขนาดเล็ก ใช้ปักเจดีย์ทรายในเทศกาลสงกานต์ ในการสะเดาะเคราะห์ การสืบชะตา การขึ้นท้าวทั้งสี่ การถวายเป็นพุทธบูชา
จ้อนำทาน ใช้ปักเครื่องไทยทาน คือปักบนฟ่อนหญ้าคาพร้อมธนบัตร แห่ในพิธีต่างๆ เช่น ผ้าป่ากฐินปอยหลวง
จ้อช้าง ทำด้วยผ้าแพรสีต่างๆ ปักดิ้นอย่างสวยงาม ใช้นำหน้าครัวทาน หรือใช้ปักสลับกับตุงไจยในงานปอย

วัสดุที่ใช้ทำตุง

๑. ผ้าหรือฝ้าย เช่น ตุงชัยตุงใยเป็นต้น
๒. ไม้ เช่น ตุงกระด้างตุงไม้เป็นต้น
๓. กระดาษหรือพลาสติก เช่น ตุงพระญายอตุงสิบสองราศี เป็นต้น
๔. โลหะ เช่น ตุงเหล็กตุงทองตุงเงินเป็นต้น

จำแนกตุงตามการใช้งานมีดังนี้

๑. ตุงประดับ คือ ตุงที่ใช้ประดับตกแต่งสถานที่ซึ่งมีพอย (อ่าน “ปอย” )คืองานสมโภชฉลองถาวรวัตถุทางพระพุทธศาสนาเพื่อให้เกิดความสวยงาม และยังใช้เป็นเครื่องหมายนำทางไปสู่บริเวณงานด้วย ตุงที่ใช้ตกแต่งสถานที่ เช่น ตุงชัย ตุงกระด้าง ตุงบอก ตุงพระบอก ตุงช้าง

๒. ตุงที่ใช้ประกอบพิธีกรรม ตุงที่ใช้ในพิธีกรรมทั้งพิธีกรรมที่เป็นงานมงคลและอวมงคลอาจพบว่ามีลักษณะและการใช้ดังนี้

๒.๑ ตุงที่ใช้ประกอบพิธีกรรมงานมงคล ได้แก่ ตุงค่าคิง ตุงสิบสองราศี ตุงไส้หมู ตุงเจดีย์ชาย ตุงค้าง เป็นต้น
๒.๒ ตุงที่ใช้ประกอบพิธีงานอวมงคล ได้แก่ ตุงสามหาง ตุงแดง หรือตุงผีตายโหง ตุงเหล็ก หรือตุงทอง
๒.๓ ตุงที่ใช้ประกอบการเทศน์ ได้แก่ ตุงดิน ตุงชาย ตุงไม้ ตุงชืน ตุงเหียก ตุงเงิน ตุงคำ ตุงข้าวเปลือก ตุงเข้าสาร ทั้งนี้จะใช้ประกอบในพิธีตั้งธัมม์หลวง หรือเทศน์มหาชาติในเดือนยี่เพง (วันเพ็ญเดือนสิบสอง) หรืองานตั้งธัมม์หลวงเดือนสี่เพง (วันเพ็ญเดือนยี่)

โดยการปักตุงดังกล่าวนี้ในกัณฑ์เทศน์หรือประดับตามอาคารที่มีการเทศน์ เช่น โบสถ์วิหารหรือศาลาบาตรเป็นต้นทั้งนี้ตามคติความเชื่อของคนในล้านนาในการทำตุงประกอบการเทศน์นี้ก็ถวายเป็นพุทธบูชาและเชื่อว่าจะได้อานิสงส์มาก

นอกจากนี้การใช้ตุงประกอบการเทศน์ ยังต้องใช้สอดคล้องกับการเทศนาธรรมเรื่องต่างๆ ในทศชาติอีกด้วยดังนี้

๑. ตุงดินใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์แรก คือ เตมิยชาดก
๒. ตุงทรายใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์ที่ ๒ คือ ชนกกุมาร
๓. ตุงไม้ใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์ที่ ๓ คือ สุวรรณสาม
๔. ตุงชืนใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์ที่ ๔ คือ เนมิราช
๕. ตุงเหียกใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์ที่ ๕ คือ มโหสถ
๖. ตุงเหล็กใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์ที่ ๖ คือ ภูริทัต
๗. ตุงทองใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์ที่ ๗ คือ จันทกุมารชาดก
๘. ตุงข้าวเปลือกใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์ที่ ๘ คือ นารถชาดก
๙. ตุงข้าวสารใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์ที่ ๙ คือ วิธูรบัณฑิต
๑๐. ตุงเงินใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์ที่ ๑๐ คือเวสสันดร
๑๑. ตุงคำใช้ประกอบการเทศน์เรื่องสิทธาตถ์หรือสิทธาตถ์ออกบวช

๓.ตุงที่ใช้เป็นเครื่องพุทธบูชา

ตุงที่ใช้ตกแต่งสถานที่ที่มีงานสมโภชนั้น ส่วนหนึ่งก็ถือเป็นเครื่องพุทธบูชาด้วยเช่นกัน ด้วยถือว่าตุงที่ใช้ในงานมงคลก็ถือว่าเป็นสิ่งมงคลทั้งสิ้น ส่วนตุงที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องพุทธบูชาเฉพาะนั้นได้แก่ตุงชาววา (ยี่สิบวา) หรือตุงพันวา ตุงดังกล่าวนี้เป็นตุงชัยชนิดหนึ่ง ที่มีขนาดความกว้าง-ยาวมากกว่าตุงชัย โดยไม่จำเป็นต้องมีความยาวครบตามจำนวนวาที่ใช้เรียกชื่อตุงก็ได้

ลักษณะการใช้งานเนื่องจากเป็นตุงที่มีความยาวและผืนใหญ่มากจึงไม่อาจหาคันตุงที่ใช้ปักได้ดังนั้นจึงให้ประดับในวิหารโดยการพาดไปมาตามชื่อหรือตอกตะปูโยงไปมาภายในอาคารบางแห่งใช้แห่ร่วมขบวนโดยให้ผู้ร่วมขบวนเดินถือชายธงต่อๆ กัน

ในวัดไทลื้อหรือวัดไทเขินจะมีผู้ทำตุงลักษณะคล้ายกับตุงชัย แต่สวยงามและวิจิตรบรรจงกว่า บางผืนมีลวดลายปักด้วยด้ายสีมันวาว เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติหรือชาดกต่างๆ แล้วนำตุงอันสวยงามเหล่านี้นำไปแขวนไว้ในวิหารหรือหน้าพระประธานในวิหารถือเป็นตุงที่ใช้เป็นเครื่องพุทธบูชาทั้งสิ้น

คำว่าตุงปันวานั้น เป็นแต่ชื่อเท่านั้นตุงปันวาจะยาวเท่าไรไม่ว่า แต่จะมี ๑๖ ป้อง สมมุติเป็นชั้นพรหม ๑๖ ชั้นจึงเรียกตุงที่มี ๑๖ ป้อง นี้ว่า “ตุงปันวา

ความเชื่อและอานิสงส์การตานตุง (ถวายตุง)

เรื่องการตานตุงหรืออานิสงส์การถวายตุงนี้ ปรากฏในหนังสือสังขยาโลกตัวอักษรพื้นเมืองในคัมภีร์ใบลานมีว่า… มีภิกษุรูปหนึ่งท่านได้ไปเห็นไม้ตายแห้งท่อนหนึ่งมีลักษณะยาวงามดีมาก ท่านก็นึกที่จะเอาต้นไม้ไปทำเป็นเสาตุงบูชาไว้ในวัดที่ท่านจำพรรษาอยู่ แต่บังเอิญท่านมีอันเป็นลมปัจจุบันถึงแก่มรณกรรมลงในทันที ก่อนที่วิญญาณของท่านจะล่องลอยออกจากร่างท่านมีจิตประหวัดถึงแต่ไม้ท่อนนั้น จึงทำให้ต้องไปปฏิสนธิเป็นตุ๊กแกอาศัยอยู่ที่ไม้ท่อนนั้น ได้รับทุขเวทนาเป็นเวลานานท่านจึงดลใจให้ชาวบ้านทราบว่า เวลานี้ท่านได้มาเกิดเป็นตุ๊กแกอาศัยอยู่ที่ไม้ต้นนั้น หากพอพวกชาวบ้านศรัทธาอยากจะให้ท่านพ้นจากกองทุกข์ ก็ขอให้สร้าง ตุงเหล็ก ตุงทอง ถวายทานไว้ในพระศาสนา จึงจะช่วยบันดาลให้ท่านหลุดพ้นจากกองทุกข์นี้ได้ เมื่อชาวบ้านทราบ เช่น นั้นก็สร้างตุงเหล็กตุงทองถวายไว้ในพระศาสนา พระภิกษุรูปนั้นจึงพ้นจากกองทุกข์ไปเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง

อีกเรื่องหนึ่งซึ่งไม่ปรากฏศักราชมีความดังนี้สิงห์คุตต์อำมาตย์เอาตุงไปบูชาพระประธานองค์ใหญ่และพระเจดีย์คีรีครั้นสิ้นอายุจะไปตกนรกพระยายมราชก็แสดงตุงนั้นให้เห็นแล้วกล่าวว่า “เมื่อท่านทำบุญวันนั้นท่านยังกรวดน้ำแผ่กุศลถึงเราและบัดนี้ท่านจงขึ้นไปบนสวรรค์เทอญ”

และอีกเรื่องหนึ่งเล่าว่า ยังมีนายพรานผู้หนึ่งล่าเนื้อมาตั้งแต่อายุได้ ๑๕ ปี จนถึงอายุได้ ๔๘ ปี วันหนึ่งเข้าป่าไปเพื่อจะล่าเนื้อ บังเอิญไปถึงวัดศรีโคมคำได้เห็นพระปฏิมากรองค์ใหญ่ และมีการประดับตุงเป็นพุทธบูชา เมื่อยามลมพัดต้องเกิดความสวยงามก็มีใจพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อกลับมาถึงบ้านก็จัดแจงหาผ้ามาทำตุง แล้วเอาไปบูชาพระประธานองค์ใหญ่นั้น ครั้นนายพรานผู้นี้ตายไปพระยายมราชมิทันได้พิจารณา ก็เอาโยนลงนรก ในทันใดนั้น ตุงที่นายพรานเคยทำเพื่อถวายพระประธานองค์ใหญ่นั้น ก็พันเอาตัวนายพรานพ้นจากนรกเสีย พระยายมจึงพิจารณาดูแล้วก็บอกนายพรานขึ้นไปบนสวรรค์

จุดมุ่งหมายในการสร้างตุง

-ถวายเป็นพุทธบูชาสร้างบุญกุศลให้ตนเองและผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว จะได้พ้นจากเวรกรรมและได้ขึ้นสวรรค์
-ประดับประดาศาสนสถานศาสนวัตถุเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง
-เพื่อสะเดาะเคราะห์ขจัดภัยพิบัติต่างๆ ให้หมดไป โดยเฉพาะภัยที่เชื่อว่า เกิดจากภูติผีปีศาจหรือบาปกรรมทั้งหลาย
-ใช้ในทางไสยศาสตร์ทำเสน่ห์บูชาผีสางเทวดา
-ใช้ในพิธีกรรมและเทศกาลต่างๆ เช่น พิธีสวดพุทธมนต์พิธีสืบชะตา การขึ้นท้าวทั้งสี่ การตั้งธรรมหลวงงานปอยหลวง ทอดกฐิน ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีเกี่ยวกับคนตาย

ชนิดของตุง

ตุงไจย (ตุงไชย) เป็นตุงขนาดใหญ่รูปสามเหลี่ยมผืนยาว ถือกันว่ายิ่งยาวยิ่งมีอานิสงส์มาก ตุงไจยทำด้วยผ้าเส้นด้ายเส้นไหม ซึ่งจะทอเป็นใยโปร่งมีการตกแต่งประดับประดา บ้างก็ถักทอเป็นลวดลายต่างๆ อย่างสวยงาม ถ้าผืนยาวมากมักใช้ไม้ไผ่ลำโตทำเป็นเสาธง ใช้ในงานเฉลิมฉลองต่างๆ ชาวบ้านจะช่วยกันทำตุงไจยมาปักเรียงรายตามสองข้างทางที่จะเข้าสู่วัด การที่นำตุงไจยมาปักเพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้ญาติผู้ล่วงลับ นอกจากปักได้สองทางเข้าวัดแล้ว ยังมีการประดับไว้รอบศาสนสถานศาสนวัตถุที่ทำพิธีเฉลิมฉลองกันด้วย

ตุงใย (ตุงใยแมงมุม) คือตุงที่ทำด้วยเส้นด้ายหรือเส้นไหมผูกกันคล้ายใยแมงมุม เพื่อใช้ในพิธีสำคัญทางศาสนา เช่น เดียวกับตุงไชย หรือแขวนไว้ในวิหารหน้าพระประธาน ถวายเป็นพุทธบูชาการ ใช้ตุงชนิดนี้ขึ้นอยู่กับความนิยมของแต่ละหมู่บ้าน

ตุงค่าคิง เป็นตุงที่มีรูปทรงยาวแคบความยาวเท่ากับความสูงของผู้ทำพิธี ผืนธงทำด้วยกระดาษสีขาว อาจตกแต่งลวดลายด้วยกระดาษทอง ตุงค่าคิงที่ใช้ในงานขึ้นบ้านใหม่ที่มีพิธีสืบชะตาพิธีสะเดาะเคราะห์ หรือปักบูชากองเจดีย์ทราย

ตุงดอกบัว หรือ ตุงไส้หมู เป็นตุงที่มีรูปร่างคล้ายทรงจอมแหทำจากกระดาษสีต่างๆผูกติดกับกิ่งไม้หรือก้านไม่ไผ่เล็กๆตุงนี้ใช้ในเทศกาลสงกรานต์โดยปักบนกองเจดีย์ทรายหรือประดับเครื่องไทยทานต่างๆ

ตุงเงิน ตุงคำ เป็นตุงขนาดเล็กที่ทำด้วยแผ่นเงินหรือแผ่นทองคำ มีลายคนเป็นรูปพระพุทธรูปลายกนกคาถา หรือมนต์จารึกบอกชื่อผู้ถวาย หรือเป็นแผ่นเกลี้ยงไม่มีลวดลายทำเสาแขวนประดับด้วยลวดลายต่างๆ ทำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย

ตุงตะขาบ ตุงจระเข้ เป็นตุงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีรูปตะขาบหรือจระเข้อยู่บนผืนธง ใช้ปักในงานทอดกฐินหรือแห่

ตุงราว คือตุงขนาดเล็ก มักทำด้วยกระดาษฉลุเป็นลวดลายบนผืนตุงรูปทรงสามเหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยมแบบยาว บางครั้งตัดเป็นรูปคล้ายรูปคน ใช้แขวนเชือกเป็นแนวยาวสลับสีกัน โยงตามเสาของศาลาธรรมที่มีพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อทานหาคนตาย

ตุงเปิ้ง คือตุงประจำปีเกิด เป็นธงผืนยาวทำด้วยกระดาษ หรือผ้าพิมพ์ หรือเขียนเป็นรูปสัตว์ประจำปีเกิด นิยมปักบนเจดีย์ทรายในเทศกาลสงกรานต์ หรือแขวนไว้หน้าพระประธานเป็นพุทธบูชา

ตุงขอนงวงช้าง หรือ ตุงขอนก๋ม มีลักษณะเป็นแกนวงแหวน ทำด้วยไม้ไผ่มัดโยงกันเป็นปล้องห่มด้วยกระดาษสีต่างๆ มักผูกติดไว้บริเวณหน้าพระประธานหรือประตูวัด

ตุงขอนนางผาน มีลักษณะเป็นตุงขนาดเล็ก ประดับอยู่ที่ปลายทั้งสองข้างของก้านไม้เล็กๆ ที่ติดขวางบนตุงผืนใหญ่เป็นระยะๆ บางครั้งทำเป็นรูปทรงคล้ายพู่ห้อย ตุงนี้ทำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตายที่ฐานะยากจนหรือไร้ญาติ

ตุงสามหาง คือตุงที่มีลักษณะส่วนบนคล้ายศรีษะคน ส่วนล่างทำแยกเป็นสามชาย มักทำด้วยกระดาษสา ผ้าดิบ ผ้าแพร หรือผ้าเนื้อบางสีขาว ตกแต่งลวดลายต่างๆ ส่วนบนผูกเชือกติดกับปลายไม้ไผ่ถือนำหน้าศพไปยังป่าช้า

ตุงเหล็ก ตุงตอง เป็นตุงที่ทำขึ้นเพื่อทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย ซึ่งเป็นการตายที่ถือว่าผิดปกติ เช่น การตายเนื่องด้วยอุบัติเหตุต่างๆ ตุงเหล็กเป็นตุงที่ทำด้วยแผ่นสังกะสี ส่วนตุงตองนั้นทำจากแผ่นทองเหลือง ตุงทั้งสองชนิดนี้มีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก มักทำส่วนบนให้มีส่วนคอดส่วนล่างแคบปลายล่างสุดเรียวแหลม ใช้แขวนบนลวดที่ขดเป็นวงกลม มีแกนยึดขดสังกะสี ซึ่งรองรับด้วยเสาส่วนล่างทำฐานเสาให้ตั้งอยู่ได้ จำนวนตุงที่นำมาแขวนนี้จำนวนไม่แน่นอน บางครั้งก็มีการนำเอาข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวเหนียว ดินทราย กระดาษเงิน กระดาษทอง ติดบนแผ่นตุงแต่ละแผ่นด้วย เพราะเชื่อว่าจะได้อานิสงส์มากส่วนกุศลจะทำให้พ้นจากความยากลำบากต่างๆ

ตุงกระด้าง เป็นตุงที่ทำด้วยวัสดุที่คงรูป ผืนตุงทำด้วยไม้แกะสลักบ้าง ปูนปั้นบ้าง หรือบางครั้งก็เป็นแผ่นโลหะฉลุลาย นอกจากนี้ยังมีการประดับตกแต่งด้วยการประดับกระจกปั้นปูนเป็นลวดลายต่างๆ หรือฉลุโลหะเป็นลวดลายประดับบนผืนตุง ตุงกระด้างนี้ผู้สร้างมักเป็นผู้มีบรรดาศักด์ิสูงหรือมีฐานะทางเศรษฐกิจดีพอ เพราะวัสดุที่ใช้ตั้งแต่ผืนธงจนการประดับตกแต่งต่างมีราคาสูง และต้องใช้ช่างฝีมือที่ประณีต ซึ่งการสร้างก็เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา

อานิสงส์ของการสร้างตุง

จากหลักฐานตำนานลิลิตและพงศาวดารต่างๆ ได้เขียนถึงอานิสงส์ของการสร้างตุงว่า ผู้ที่สร้างตุงถวายเป็นพุทธบูชาจะไม่ตกนรกได้เกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ถ้ากลับมาเกิดในโลกมนุษย์ ก็จะเป็นใหญ่เป็นโต ถ้าสร้างอุทิศให้ผู้ตาย ผู้ตายก็จะพ้นจากการไปเป็นเปรตหลุดพ้นจากบาปกรรมที่ทำไว้ จากอานิสงส์ดังกล่าวนี้ทำให้ชาวล้านนานิยมสร้างตุงกันทุกชั้นวรรณะ ซึ่งรูปแบบของตุงจะมีความแตกต่างกัน ขั้นอยู่กับฐานะทางสังคมของเจ้าของพิธี พื้นฐานความเชื่อของคนในสังคมวัสดุ และความสามารถของชาวท้องถิ่นในการที่จะนำเอาวัสดุที่มีมาประดับตุงโดยใช้เทคนิควิธีการต่างๆ

สืบสานวัฒนธรรมการใช้ตุง

ปัจจุบันชาวล้านนาส่วนใหญ่ยังนิยมสร้างตุงเพื่อใช้ในพิธีกรรมต่างๆ ทั้งทางศาสนาประเพณีเกี่ยวกับการตายงานเทศกาลและเฉลิมฉลองต่างๆ ตามคติความเชื่อเดิม แต่แนวโน้มการใช้ตุงเริ่มเปลี่ยนไป เนื่องจากบรรดาหน่วยงานทั้งภาคราชการและเอกชน มักนิยมใช้ตุงประดับตามสถานที่จัดงานต่างๆ เพื่อความสวยงามซึ่งเรื่องนี้ ศาสตราจารย์มณีพยอมยงค์ได้ให้ข้อคิดเห็นว่า งานบางงานสามารถใช้ตุงปักได้ แต่ควรใช้ตุงให้ถูกประเภท บางงานนำตุงไปใช้อย่างไม่เหมาะสม เป็นการทำลายคติความเชื่อดั่งเดิมของชาวล้านนา เช่น การนำตุงไปประดับประดาบนเวทีประกวดนางงามเป็นต้น หากไม่มีการอนุรักษ์และศึกษารูปแบบคติความเชื่อเกี่ยวกับการใช้ตุงให้เข้าใจถ่องแท้ก่อนนำไปใช้แล้ว อนาคตการใช้ตุงในพิธีการต่างๆ ตามคติความเชื่อเดิมคงจะถูกดัดแปลงให้เพี้ยนไปในที่สุด

———————————————

ขอขอบคุณ

  • คุณพ่อสิงห์แก้วมโนเพ็ชร  ศิลปินพื้นบ้านดีเด่น
  • อาจารย์เสถียรณวงศ์รักษ์  อาจารย์พิเศษคณะวิจิตรศิลป์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • คุณผจญอินถาบุตร  สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • คุณมนัสมยาอุ่นใจจิตร  หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก
  • คุณบัวไหลคณะปัญญา  บ้านเมืองสาทรอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่

บรรณานุกรม

  • พิศาลทิพารัตน์. “ปราสาท.” เอกสารสัมมนาล้านนาคดีศึกษาศิลปกรรม.๑-๕กุมภาพันธ์๒๕๒๙,เชียงใหม่:สหวิทยาลัยล้านนาวิทยาลัยครูเชียงใหม่,๒๕๒๙.
  • พิศาลทิพารัตน์และสิงห์แก้วมโนเพ็ชร.เอกสารประกอบนิทรรศการเผยแพร่ผลงานของบุคลากรทางวัฒนธรรม.เชียงใหม่:หอวัฒนธรรมวิทยาลัยครู,๒๕๒๙.
  • วิลักษณ์ศรีป่าตาล.เอกสารเรื่องตุง.ม.ปท.;ม.ป.พ,ม.ป.ป.
  • สิวศิษฎ์บุญโญรส.นิตยสารปันนา.ฉบับที่๓
  • สิงห์แก้วมโนเพ็ชร. “เล่าตำนานตุง,” ไทยนิวส์,(๒๕มีนาคม๒๕๔๒),๑๖.
  • เอกสารนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย.เรื่องตุงล้านนา.๓ เมษายน–๓๐มิถุนายน๒๕๓๗,เชียงใหม่:พิพิธภัณท์สถานแห่งชาติเชียงใหม่.๒๕๓๗.

“ตุงล้านนา”
ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยพายัพ
อดิสร/วรวรรณ/พิมพ์
รุจพรประชาเดชสุวัฒน์/ตรวจทาน
๒๗/๓/๒๕๔๕.

“ตุง”เป็นภาษาถิ่นภาคเหนือหมายถึง“ธง”ในภาษาไทยภาคกลางตรงกับลักษณะของธงอินเดียประเภท“ปฎากะ”ที่มีลักษณะเป็นแผ่นใช้ห้อยลงมาโดยผูกติดกับปลายไม้หรือปลายเสาพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ.๒๕๒๕ได้ให้ความหมายคำว่า“ธง”ไว้ว่าหมายถึงผืนผ้าโดยมากมีสีและบางอย่างมีลวดลายเป็นรูปต่างๆที่ทำด้วยกระดาษและสิ่งอื่นๆก็มีสำหรับใช้เป็นเครื่องหมายบอกชาติตำแหน่งในราชการเครื่องหมายแบบสากลนิยมเครื่องหมายเดินทะเลคณะสมาคมอาคารและอื่นๆใช้เป็นอาณัติสัญญาณเครื่องหมายตกแต่งสถานที่ในงานรื่นเริงหรือถือเข้าขบวนเป็นต้นการใช้ธงปรากฏหลักฐานนานนับพันปีแล้วมีการพัฒนารูปแบบตามความเชื่อในแต่ละสังคมและยังคงใช้กันแพร่หลายจนกระทั่งปัจจุบัน
การใช้ตุงทางภาคเหนือปรากฏหลักฐานเป็นครั้งแรกในตำนานพระธาตุดอยตุงซึ่งกล่าวถึงการสร้างพระธาตุไว้ว่าเมื่อพระมหากัสสปเถรเจ้าได้นำเอาพระบรมอัฐิธาตุพระรากขวัญเบื้องซ้ายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาถวายแด่พระยาอชตราชกษัตริย์ลำดับที่๓แห่งราชวงศ์สิงหนวัติพระองค์ทรงขอเอาที่แดนของพญาลาวจกในหมู่เขาสามเส้าเป็นที่ก่อสร้างสถูปบรรจุพระบรมธาตุเมื่อจะสร้างพระมหาสถูปนั้นให้ทำ“ตุงตะขาบใหญ่”ยาวถึงพันวาปักไว้บนยอดดอยปู่เจ้าหางตุงปลิวไปเพียงใดกำหนดหมายไว้เป็นฐานพระสถูปเพียงนั้น
ศิลาจารึกวัดพระยืนซึ่งพบที่วัดพระยืนอำเภอเมืองจังหวัดลำพูนซึ่งมีความตอนหนึ่งว่า“…..วันนั้นตนท่านพระญาธรรมิกราชปริพารด้วยฝูงราชโยธามหาชนลูกเจ้าลูกขุนมนตรีทั้งหลายยายกันให้ถือช่อทงเข้าตอกดอกไม้ไต้เทียนตีพาดดังพิณค้องกลองปีสรไนพิสเนญชัยทะเทียดกาหลแตรสังข์กังสดาล”

ซึ่งหมายความว่าในปีพ.ศ.๑๙๑๓นั้นเจ้าท้าวสองแสนนาหรือพระเจ้ากือแห่งเมืองเชียงใหม่และข้าราชบริพารไปต้อนรับพระสุมนเถระซึ่งมาจากสุโขทัยในกลุ่มผู้ที่ไปรอต้อนรับพระสุมนเถระนั้นก็ได้ยืนเรียงรายกันถือเครื่องสักการะต่างๆ เช่น ถือช่อคือธงสามเหลี่ยมขนาดเล็กและถือทงคือธงซึ่งปัจจุบันเรียกว่าตุงหรือทุงอยู่ด้วยตุงอาจแยกได้หลายชนิดทั้งการแยกตามวัสดุแยกตามขนาดและแยกตามหน้าที่การใช้งาน
ชาวเหนือนิยมใช้ตุงในพิธีกรรมต่างๆทั้งทางศาสนาและประเพณีที่เกี่ยวกับชีวิตรูปทรงของตุงมีลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมยาวห้อยลงทางด้านล่างส่วนตุงที่เป็นรูป๓เหลี่ยมหรือใช้แต่งขนานไปกับพื้นเรียกว่า“จ้อ”หรือ“ช่อ”ทั้งตุงและจ้อมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปตามคุณสมบัติวัสดุรูปทรงหรือการใช้งาน
“จ้อ”และ“ตุง”ที่ใช้กันอยู่ในภาคเหนือมีหลายชนิดมีชื่อเรียกตามลักษณะการใช้งานหรือรูปทรง
จ้อน้อยเป็นจ้อขนาดเล็กใช้ปักเจดีย์ทรายในเทศกาลสงกานต์ในการสะเดาะเคราะห์การสืบชะตาการขึ้นท้าวทั้งสี่การถวายเป็นพุทธบูชา
จ้อนำทานใช้ปักเครื่องไทยทานคือปักบนฟ่อนหญ้าคาพร้อมธนบัตรแห่ในพิธีต่างๆ เช่น ผ้าป่ากฐินปอยหลวง
จ้อช้างทำด้วยผ้าแพรสีต่างๆปักดิ้นอย่างสวยงามใช้นำหน้าครัวทานหรือใช้ปักสลับกับตุงไจยในงานปอย
วัสดุที่ใช้ทำตุง
๑.ผ้าหรือฝ้าย เช่น ตุงชัยตุงใยเป็นต้น
๒.ไม้ เช่น ตุงกระด้างตุงไม้เป็นต้น
๓.กระดาษหรือพลาสติก เช่น ตุงพระญายอตุงสิบสองราศี
เป็นต้น
๔.โลหะ เช่น ตุงเหล็กตุงทองตุงเงินเป็นต้น

จำแนกตุงตามการใช้งานมีดังนี้
๑.ตุงประดับคือตุงที่ใช้ประดับตกแต่งสถานที่ซึ่งมีพอย(อ่าน“ปอย”)คืองานสมโภชฉลองถาวรวัตถุทางพระพุทธศาสนาเพื่อให้เกิดความสวยงามและยังใช้เป็นเครื่องหมายนำทางไปสู่บริเวณงานด้วยตุงที่ใช้ตกแต่งสถานที่ เช่น ตุงชัยตุงกระด้างตุงบอกตุงพระบอกตุงช้าง
๒.ตุงที่ใช้ประกอบพิธีกรรมตุงที่ใช้ในพิธีกรรมทั้งพิธีกรรมที่เป็นงานมงคลและอวมงคลอาจพบว่ามีลักษณะและการใช้ดังนี้๒.๑ตุงที่ใช้ประกอบพิธีกรรมงานมงคลได้แก่ตุงค่าคิงตุงสิบสองราศีตุงไส้หมูตุงเจดีย์ชายตุงค้างเป็นต้น๒.๒ตุงที่ใช้ประกอบพิธีงานอวมงคลได้แก่ตุงสามหางตุงแดงหรือตุงผีตายโหงตุงเหล็กหรือตุงทอง
๒.๓ตุงที่ใช้ประกอบการเทศน์ได้แก่ตุงดินตุงชายตุงไม้ตุงชืนตุงเหียกตุงเงินตุงคำตุงข้าวเปลือกตุงเข้าสารทั้งนี้จะใช้ประกอบในพิธีตั้งธัมม์หลวงหรือเทศน์มหาชาติในเดือนยี่เพง(วันเพ็ญเดือนสิบสอง)หรืองานตั้งธัมม์หลวงเดือนสี่เพง(วันเพ็ญเดือนยี่)
โดยการปักตุงดังกล่าวนี้ในกัณฑ์เทศน์หรือประดับตามอาคารที่มีการเทศน์ เช่น โบสถ์วิหารหรือศาลาบาตรเป็นต้นทั้งนี้ตามคติความเชื่อของคนในล้านนาในการทำตุงประกอบการเทศน์นี้ก็ถวายเป็นพุทธบูชาและเชื่อว่าจะได้อานิสงส์มาก
นอกจากนี้การใช้ตุงประกอบการเทศน์ยังต้องใช้สอดคล้องกับการเทศนาธรรมเรื่องต่างๆในทศชาติอีกด้วยดังนี้
๑.ตุงดินใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์แรกคือเตมิยชาดก
๒.ตุงทรายใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์ที่๒คือชนกกุมาร
๓.ตุงไม้ใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์ที่๓คือสุวรรณสาม
๔.ตุงชืนใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์ที่๔คือเนมิราช
๕.ตุงเหียกใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์ที่๕คือมโหสถ

๖.ตุงเหล็กใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์ที่๖คือภูริทัต
๗.ตุงทองใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์ที่๗คือจันทกุมารชาดก
๘.ตุงข้าวเปลือกใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์ที่๘คือนารถชาดก
๙.ตุงข้าวสารใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์ที่๙คือวิธูรบัณฑิต
๑๐.ตุงเงินใช้ประกอบการเทศน์กัณฑ์ที่๑๐คือเวสสันดร
๑๑.ตุงคำใช้ประกอบการเทศน์เรื่องสิทธาตถ์หรือสิทธาตถ์ออกบวช
๔.ตุงที่ใช้เป็นเครื่องพุทธบูชาตุงที่ใช้ตกแต่งสถานที่ที่มีงานสมโภชนั้นส่วนหนึ่งก็ถือเป็นเครื่องพุทธบูชาด้วย เช่น กันด้วยถือว่าตุงที่ใช้ในงานมงคลก็ถือว่าเป็นสิ่งมงคลทั้งสิ้นส่วนตุงที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องพุทธบูชาเฉพาะนั้นได้แก่ตุงชาววา(ยี่สิบวา)หรือตุงพันวาตุงดังกล่าวนี้เป็นตุงชัยชนิดหนึ่งที่มีขนาดความกว้าง-ยาวมากกว่าตุงชัยโดยไม่จำเป็นต้องมีความยาวครบตามจำนวนวาที่ใช้เรียกชื่อตุงก็ได้
ลักษณะการใช้งานเนื่องจากเป็นตุงที่มีความยาวและผืนใหญ่มากจึงไม่อาจหาคันตุงที่ใช้ปักได้ดังนั้นจึงให้ประดับในวิหารโดยการพาดไปมาตามชื่อหรือตอกตะปูโยงไปมาภายในอาคารบางแห่งใช้แห่ร่วมขบวนโดยให้ผู้ร่วมขบวนเดินถือชายธงต่อๆกัน
ในวัดไทลื้อหรือวัดไทเขินจะมีผู้ทำตุงลักษณะคล้ายกับตุงชัยแต่สวยงามและวิจิตรบรรจงกว่าบางผืนมีลวดลายปักด้วยด้ายสีมันวาวเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติหรือชาดกต่างๆแล้วนำตุงอันสวยงามเหล่านี้นำไปแขวนไว้ในวิหารหรือหน้าพระประธานในวิหารถือเป็นตุงที่ใช้เป็นเครื่องพุทธบูชาทั้งสิ้น
คำว่าตุงปันวานั้นเป็นแต่ชื่อเท่านั้นตุงปันวาจะยาวเท่าไรไม่ว่าแต่จะมี๑๖ป้องสมมุติเป็นชั้นพรหม๑๖ชั้นจึงเรียกตุงที่มี๑๖ป้องนี้ว่า“ตุงปันวา”

ความเชื่อและอานิสงส์การตานตุง(ถวายตุง)
เรื่องการตานตุงหรืออานิสงส์การถวายตุงนี้ปรากฏในหนังสือสังขยาโลกตัวอักษรพื้นเมืองในคัมภีร์ใบลานมีว่า…มีภิกษุรูปหนึ่งท่านได้ไปเห็นไม้ตายแห้งท่อนหนึ่งมีลักษณะยาวงามดีมากท่านก็นึกที่จะเอาต้นไม้ไปทำเป็นเสาตุงบูชาไว้ในวัดที่ท่านจำพรรษาอยู่แต่บังเอิญท่านมีอันเป็นลมปัจจุบันถึงแก่มรณกรรมลงในทันทีก่อนที่วิญญาณของท่านจะล่องลอยออกจากร่างท่านมีจิตประหวัดถึงแต่ไม้ท่อนนั้นจึงทำให้ต้องไปปฏิสนธิเป็นตุ๊กแกอาศัยอยู่ที่ไม้ท่อนนั้นได้รับทุขเวทนาเป็นเวลานานท่านจึงดลใจให้ชาวบ้านทราบว่าเวลานี้ท่านได้มาเกิดเป็นตุ๊กแกอาศัยอยู่ที่ไม้ต้นนั้นหากพอพวกชาวบ้านศรัทธาอยากจะให้ท่านพ้นจากกองทุกข์ก็ขอให้สร้างตุงเหล็กตุงทองถวายทานไว้ในพระศาสนาจึงจะช่วยบันดาลให้ท่านหลุดพ้นจากกองทุกข์นี้ได้เมื่อชาวบ้านทราบ เช่น นั้นก็สร้างตุงเหล็กตุงทองถวายไว้ในพระศาสนาพระภิกษุรูปนั้นจึงพ้นจากกองทุกข์ไปเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง
อีกเรื่องหนึ่งซึ่งไม่ปรากฏศักราชมีความดังนี้สิงห์คุตต์อำมาตย์เอาตุงไปบูชาพระประธานองค์ใหญ่และพระเจดีย์คีรีครั้นสิ้นอายุจะไปตกนรกพระยายมราชก็แสดงตุงนั้นให้เห็นแล้วกล่าวว่า“เมื่อท่านทำบุญวันนั้นท่านยังกรวดน้ำแผ่กุศลถึงเราและบัดนี้ท่านจงขึ้นไปบนสวรรค์เทอญ”
และอีกเรื่องหนึ่งเล่าว่ายังมีนายพรานผู้หนึ่งล่าเนื้อมาตั้งแต่อายุได้๑๕ปีจนถึงอายุได้๔๘ปีวันหนึ่งเข้าป่าไปเพื่อจะล่าเนื้อบังเอิญไปถึงวัดศรีโคมคำได้เห็นพระปฏิมากรองค์ใหญ่และมีการประดับตุงเป็นพุทธบูชาเมื่อยามลมพัดต้องเกิดความสวยงามก็มีใจพึงพอใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อกลับมาถึงบ้านก็จัดแจงหาผ้ามาทำตุงแล้วเอาไปบูชาพระประธานองค์ใหญ่นั้นครั้นนายพรานผู้นี้ตายไปพระยายมราชมิทันได้พิจารณาก็เอาโยนลงนรกในทันใดนั้นตุงที่นายพรานเคยทำเพื่อถวายพระประธานองค์ใหญ่นั้นก็พันเอาตัวนายพรานพ้นจากนรกเสียพระยายมจึงพิจารณาดูแล้วก็บอกนายพรานขึ้นไปบนสวรรค

จุดมุ่งหมายในการสร้างตุง
-ถวายเป็นพุทธบูชาสร้างบุญกุศลให้ตนเองและผู้ที่ล่วงลับไปแล้วจะได้พ้น
จากเวรกรรมและได้ขึ้นสวรรค
-ประดับประดาศาสนสถานศาสนวัตถุเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง
-เพื่อสะเดาะเคราะห์ขจัดภัยพิบัติต่างๆให้หมดไปโดยเฉพาะภัยที่เชื่อว่า
เกิดจากภูติผีปีศาจหรือบาปกรรมทั้งหลาย
-ใช้ในทางไสยศาสตร์ทำเสน่ห์บูชาผีสางเทวดา
-ใช้ในพิธีกรรมและเทศกาลต่างๆ เช่น พิธีสวดพุทธมนต์พิธีสืบชะตา
การขึ้นท้าวทั้งสี่การตั้งธรรมหลวงงานปอยหลวงทอดกฐินประเพณี
สงกรานต์ประเพณีเกี่ยวกับคนตาย
ชนิดของตุง
ตุงไจย(ตุงไชย)เป็นตุงขนาดใหญ่รูปสามเหลี่ยมผืนยาวถือกันว่ายิ่งยาวยิ่งมีอานิสงส์มากตุงไจยทำด้วยผ้าเส้นด้ายเส้นไหมซึ่งจะทอเป็นใยโปร่งมีการตกแต่งประดับประดาบ้างก็ถักทอเป็นลวดลายต่างๆอย่างสวยงามถ้าผืนยาวมากมักใช้ไม้ไผ่ลำโตทำเป็นเสาธงใช้ในงานเฉลิมฉลองต่างๆชาวบ้านจะช่วยกันทำตุงไจยมาปักเรียงรายตามสองข้างทางที่จะเข้าสู่วัดการที่นำตุงไจยมาปักเพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้ญาติผู้ล่วงลับนอกจากปักได้สองทางเข้าวัดแล้วยังมีการประดับไว้รอบศาสนสถานศาสนวัตถุที่ทำพิธีเฉลิมฉลองกันด้วย
ตุงใย(ตุงใยแมงมุม)คือตุงที่ทำด้วยเส้นด้ายหรือเส้นไหมผูกกันคล้ายใยแมงมุมเพื่อใช้ในพิธีสำคัญทางศาสนา เช่น เดียวกับตุงไชยหรือแขวนไว้ในวิหารหน้าพระประธานถวายเป็นพุทธบูชาการใช้ตุงชนิดนี้ขึ้นอยู่กับความนิยมของแต่ละหมู่บ้าน
ตุงค่าคิงเป็นตุงที่มีรูปทรงยาวแคบความยาวเท่ากับความสูงของผู้ทำพิธีผืนธงทำด้วยกระดาษสีขาวอาจตกแต่งลวดลายด้วยกระดาษทองตุงค่าคิงที่ใช้ในงานขึ้นบ้านใหม่ที่มีพิธีสืบชะตาพิธีสะเดาะเคราะห์หรือปักบูชากองเจดีย์ทราย

ตุงดอกบัวหรือตุงไส้หมูเป็นตุงที่มีรูปร่างคล้ายทรงจอมแหทำจากกระดาษสีต่างๆผูกติดกับกิ่งไม้หรือก้านไม่ไผ่เล็กๆตุงนี้ใช้ในเทศกาลสงกรานต์โดยปักบนกองเจดีย์ทรายหรือประดับเครื่องไทยทานต่างๆ
ตุงเงินตุงคำเป็นตุงขนาดเล็กที่ทำด้วยแผ่นเงินหรือแผ่นทองคำมีลายคนเป็นรูปพระพุทธรูปลายกนกคาถาหรือมนต์จารึกบอกชื่อผู้ถวายหรือเป็นแผ่นเกลี้ยงไม่มีลวดลายทำเสาแขวนประดับด้วยลวดลายต่างๆทำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย
ตุงตะขาบตุงจระเข้เป็นตุงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีรูปตะขาบหรือจระเข้อยู่บนผืนธงใช้ปักในงานทอดกฐินหรือแห่
ตุงราวคือตุงขนาดเล็กมักทำด้วยกระดาษฉลุเป็นลวดลายบนผืนตุงรูปทรงสามเหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยมแบบยาวบางครั้งตัดเป็นรูปคล้ายรูปคนใช้แขวนเชือกเป็นแนวยาวสลับสีกันโยงตามเสาของศาลาธรรมที่มีพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อทานหาคนตาย
ตุงเปิ้งคือตุงประจำปีเกิดเป็นธงผืนยาวทำด้วยกระดาษหรือผ้าพิมพ์หรือเขียนเป็นรูปสัตว์ประจำปีเกิดนิยมปักบนเจดีย์ทรายในเทศกาลสงกรานต์หรือแขวนไว้หน้าพระประธานเป็นพุทธบูชา
ตุงขอนงวงช้างหรือตุงขอนก๋มมีลักษณะเป็นแกนวงแหวนทำด้วยไม้ไผ่มัดโยงกันเป็นปล้องห่มด้วยกระดาษสีต่างๆมักผูกติดไว้บริเวณหน้าพระประธานหรือประตูวัด
ตุงขอนนางผานมีลักษณะเป็นตุงขนาดเล็กประดับอยู่ที่ปลายทั้งสองข้างของก้านไม้เล็กๆที่ติดขวางบนตุงผืนใหญ่เป็นระยะๆบางครั้งทำเป็นรูปทรงคล้ายพู่ห้อยตุงนี้ทำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตายที่ฐานะยากจนหรือไร้ญาติ
ตุงสามหางคือตุงที่มีลักษณะส่วนบนคล้ายศรีษะคนส่วนล่างทำแยกเป็นสามชายมักทำด้วยกระดาษสาผ้าดิบผ้าแพรหรือผ้าเนื้อบางสีขาวตกแต่งลวดลายต่างๆส่วนบนผูกเชือกติดกับปลายไม้ไผ่ถือนำหน้าศพไปยังป่าช้า
ตุงเหล็กตุงตองเป็นตุงที่ทำขึ้นเพื่อทำบุญอุทิศให้ผู้ตายซึ่งเป็นการตายที่ถือว่าผิดปกติ เช่น การตายเนื่องด้วยอุบัติเหตุต่างๆตุงเหล็กเป็นตุงที่ทำด้วยแผ่นสังกะสีส่วนตุงตองนั้นทำจากแผ่นทองเหลืองตุงทั้งสองชนิดนี้มีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก

มักทำส่วนบนให้มีส่วนคอดส่วนล่างแคบปลายล่างสุดเรียวแหลมใช้แขวนบนลวดที่ขดเป็นวงกลมมีแกนยึดขดสังกะสีซึ่งรองรับด้วยเสาส่วนล่างทำฐานเสาให้ตั้งอยู่ได้จำนวนตุงที่นำมาแขวนนี้จำนวนไม่แน่นอนบางครั้งก็มีการนำเอาข้าวเปลือกข้าวสารข้าวเหนียวดินทรายกระดาษเงินกระดาษทองติดบนแผ่นตุงแต่ละแผ่นด้วยเพราะเชื่อว่าจะได้อานิสงส์มากส่วนกุศลจะทำให้พ้นจากความยากลำบากต่างๆ
ตุงกระด้างเป็นตุงที่ทำด้วยวัสดุที่คงรูปผืนตุงทำด้วยไม้แกะสลักบ้างปูนปั้นบ้างหรือบางครั้งก็เป็นแผ่นโลหะฉลุลายนอกจากนี้ยังมีการประดับตกแต่งด้วยการประดับกระจกปั้นปูนเป็นลวดลายต่างๆหรือฉลุโลหะเป็นลวดลายประดับบนผืนตุงตุงกระด้างนี้ผู้สร้างมักเป็นผู้มีบรรดาศักด์ิสูงหรือมีฐานะทางเศรษฐกิจดีพอเพราะวัสดุที่ใช้ตั้งแต่ผืนธงจนการประดับตกแต่งต่างมีราคาสูงและต้องใช้ช่างฝีมือที่ประณีตซึ่งการสร้างก็เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา
อานิสงส์ของการสร้างตุง
จากหลักฐานตำนานลิลิตและพงศาวดารต่างๆได้เขียนถึงอานิสงส์ของการสร้างตุงว่าผู้ที่สร้างตุงถวายเป็นพุทธบูชาจะไม่ตกนรกได้เกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ถ้ากลับมาเกิดในโลกมนุษย์ก็จะเป็นใหญ่เป็นโตถ้าสร้างอุทิศให้ผู้ตายผู้ตายก็จะพ้นจากการไปเป็นเปรตหลุดพ้นจากบาปกรรมที่ทำไว้จากอานิสงส์ดังกล่าวนี้ทำให้ชาวล้านนานิยมสร้างตุงกันทุกชั้นวรรณะซึ่งรูปแบบของตุงจะมีความแตกต่างกันขั้นอยู่กับฐานะทางสังคมของเจ้าของพิธีพื้นฐานความเชื่อของคนในสังคมวัสดุและความสามารถของชาวท้องถิ่นในการที่จะนำเอาวัสดุที่มีมาประดับตุงโดยใช้เทคนิควิธีการต่างๆ
สืบสานวัฒนธรรมการใช้ตุง
ปัจจุบันชาวล้านนาส่วนใหญ่ยังนิยมสร้างตุงเพื่อใช้ในพิธีกรรมต่างๆทั้งทางศาสนาประเพณีเกี่ยวกับการตายงานเทศกาลและเฉลิมฉลองต่างๆตามคติความเชื่อเดิมแต่แนวโน้มการใช้ตุงเริ่มเปลี่ยนไปเนื่องจากบรรดาหน่วยงานทั้งภาคราชการและเอกชนมักนิยมใช้ตุงประดับตามสถานที่จัดงานต่างๆเพื่อความสวยงามซึ่งเรื่องนี้

ศาสตราจารย์มณีพยอมยงค์ได้ให้ข้อคิดเห็นว่างานบางงานสามารถใช้ตุงปักไดแต่ควรใช้ตุงให้ถูกประเภทบางงานนำตุงไปใช้อย่างไม่เหมาะสมเป็นการทำลายคติความเชื่อดั่งเดิมของชาวล้านนา เช่น การนำตุงไปประดับประดาบนเวทีประกวดนางงามเป็นต้นหากไม่มีการอนุรักษ์และศึกษารูปแบบคติความเชื่อเกี่ยวกับการใช้ตุงให้เข้าใจถ่องแท้ก่อนนำไปใช้แล้วอนาคตการใช้ตุงในพิธีการต่างๆตามคติความเชื่อเดิมคงจะถูกดัดแปลงให้เพี้ยนไปในที่สุด
ขอขอบคุณ
คุณพ่อสิงห์แก้วมโนเพ็ชร
ศิลปินพื้นบ้านดีเด่น
อาจารย์เสถียรณวงศ์รักษ์
อาจารย์พิเศษคณะวิจิตรศิลป์มหาวิทยาลัย
เชียงใหม่
คุณผจญอินถาบุตร
สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัย
เชียงใหม่
คุณมนัสมยาอุ่นใจจิตร
หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก
คุณบัวไหลคณะปัญญา
บ้านเมืองสาทรอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม

บรรณานุกรม
พิศาลทิพารัตน์.“ปราสาท.”เอกสารสัมมนาล้านนาคดีศึกษาศิลปกรรม.๑-๕กุมภาพันธ์๒๕๒๙,เชียงใหม่:สหวิทยาลัยล้านนาวิทยาลัยครูเชียงใหม่,๒๕๒๙.
พิศาลทิพารัตน์และสิงห์แก้วมโนเพ็ชร.เอกสารประกอบนิทรรศการเผยแพร่ผลงานของบุคลากรทางวัฒนธรรม.เชียงใหม่:หอวัฒนธรรมวิทยาลัยครู,๒๕๒๙.
วิลักษณ์ศรีป่าตาล.เอกสารเรื่องตุง.ม.ปท.;ม.ป.พ,ม.ป.ป.
สิวศิษฎ์บุญโญรส.นิตยสารปันนา.ฉบับที่๓
สิงห์แก้วมโนเพ็ชร.“เล่าตำนานตุง,”ไทยนิวส์,(๒๕มีนาคม๒๕๔๒),๑๖.
เอกสารนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย.เรื่องตุงล้านนา.๓
เมษายน–๓๐มิถุนายน๒๕๓๗,เชียงใหม่:พิพิธภัณท์สถานแห่งชาติ
เชียงใหม่.๒๕๓๗.
“ตุงล้านนา”ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยพายัพอดิสร/วรวรรณ/พิมพ์รุจพรประชาเดชสุวัฒน์/ตรวจทาน๒๗/๓/๒๕๔๕.

Post to Twitter


บทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
» วัฒนธรรม “ตานขันเข้า” ของคนล้านนา » โคมลอย - โคมลอย » ธรรมเนียมประเพณีในการประเคน » แมงมัน » ไม้หลักปักขี้ควาย

ยังไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น »

ยังไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น

RSS feed for comments on this post. TrackBack URL

เขียนแสดงความคิดเห็น

 
asaengrit@hotmail.com
kaminrider@hotmail.com
jarus@hotmail.com
info@maxx.me
086 654 7376
087 187 7707
053 221 097